าชับมือที่จับบังเหียนแน่นขึ้นเล็กน้อยก่อนคลายออก แสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วหันไปพูดกับหลินถิงที่กำลังลูบแผงคอม้า “ลองอีกครั้งสิ”นางดูเหมือนจะหมดกำลังใจจากความล้มเหลวหลายครั้ง จึงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามเบาๆ ด้วยแววตาเจ้าเล่ห์แวบหนึ่ง “หากข้าตกจากม้า ท่านจะรับข้าหรือไม่ ท่านต้วน?”“สิ่งต้องห้ามที่สุดของการเรียนขี่ม้าคือความกลัว ยิ่งกลัวยิ่งเรียนไม่สำเร็จ คุณหนูเจ็ด”เขาไม่ตอบคำถามตรงๆ แต่หลินถิงก็พอเดาได้จากคำพูดนั้นว่า……เขาจะไม่รับนาง หากนางแกล้งตกจากหลังม้ามีแต่จะบาดเจ็บเปล่านางเม้มริมฝีปากแน่น คิดจะใช้แผนตกจากหลังม้าเพื่อให้เขารับไว้แล้วฉวยโอกาสโผกอดคงไม่สำเร็จ จำต้องหาวิธีอื่นแทนนางยกขาขึ้นเหยียบโกลน ทำทีเหมือนอยากขึ้นไปอย่างเต็มที่แต่กลับขึ้นไม่ได้สักที – แรกๆ อาจเป็นเพราะยังไม่ชำนาญ แต่ครั้งนี้เจตนาแน่ชัด“ยังไม่ได้อีกแล้ว…” แววเจ้าเล่ห์วูบผ่านตานางชั่วพริบตา ทว่ายามเงยหน้ากลับมีเพียงความหงุดหงิดผิดหวังม้าที่โดนนางใช้เป็นข้ออ้างสะบัดหางยาวสีดำ ส่งเสียงพ่นจมูกดังฟึด แล้วเดินไปข้างหน้าอย่างเบื่อหน่าย ไปกินหญ้าที่พื้นดินหลินถิงกลัวว่าถ้ายังดึงบังเหียนไว้อาจจะรั้งคอม้าเกินไป จึงเดินตามมันไปจู่ๆ ต้วนหลิงก็เหยียดมือออกมาข้ามแขนนางไป จับเชือกบังเหียนด้านหน้าแล้วกระตุกกลับ ม้าต้องเงยหัวขึ้น “จูงม้าคือให้เจ้าพาม้าเดิน ไม่ใช่ปล่อยให้ม้าลากเจ้าเดิน”บังเหียนคือสิ่งควบคุมม้า เขา