กระตุกเพียงครั้ง ม้าก็ไม่อาจหากินได้ตามใจ ร้องงึมงำสองสามเสียงแล้วถอยกลับมา“เจ้าต้องระวังให้มากกว่านี้” เขาว่า ก่อนจะยื่นบังเหียนคืนให้นางหลินถิงลูบแผงคอม้าอย่างปลอบโยน “ไม่ใช่หรือว่าหากจะขี่ม้าให้ดี ต้องผูกสัมพันธ์กับมันก่อน เป็นเพื่อนกับมันเสียก่อน?”ต้วนหลิงมองตรงไปข้างหน้า ตอบอย่างอ่อนโยนแต่หนักแน่น “ข้าไม่รู้ว่าคนอื่นเรียนขี่ม้าเช่นไร แต่สำหรับข้า สิ่งแรกที่ต้องทำคือควบคุมมัน ควบคุมให้ได้ทุกอย่างโดยสิ้นเชิง”นางมีเรื่องในใจ คิดฟุ้งซ่านอยู่ตลอด จึงเพียงครางรับเบาๆ แล้วทอดสายตาไปยังอีกฝั่งของลานฝึกม้าด้านนั้น ต้วนซินหนิงขึ้นม้าได้แล้วด้วยความช่วยเหลือของเซี่ยจื่อม่อ มองไกลๆ ดูราวกับคู่บุรุษหญิงงามโดยแท้หญิงสาวงามดั่งดอกท้อ รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ชายหนุ่มรูปงามสง่า ยืนตรงหลังงามสมเป็นชายชาตรีการขี่ม้ามิใช่เหมือนเดินบนพื้นธรรมดา ต้วนซินหนิงใจน้อย เกิดความหวาดหวั่นเผลอส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือทุกครั้งที่หวาดกลัว และเมื่อใดที่เป็นเช่นนั้น เซี่ยจื่อม่อก็มักจะหัวเราะออกมา พูดคำล้อเล่นให้คลายกังวลแสงอาทิตย์สีทองสาดเอียงลงบนร่างของทั้งสอง สะท้อนใบหน้าที่แปรเปลี่ยนจากหวาดกลัวเป็นยิ้มแย้มของต้วนซินหนิงเซี่ยจื่อม่อยังจับเชือกบังเหียนไว้อีกเส้นหนึ่ง ป้องกันนางควบคุมม้าไม่อยู่ ดวงตาทั้งคู่ไม่เคยละจากต้วนซินหนิงแววตาซื่อตรง เปิดเผย ผู้ใดเห็นก็รู้ทันทีว่าชายผู้นี้มีใจให้นางหลินถิงคิดในใจว่า…ชายผู