าอย่างแท้จริง แต่นี่ก็เป็นความตั้งใจของข้าเช่นกัน เจ้าเชื่อข้าสักครั้งเถิดนะ”วาจาท้ายประโยคนั้นช่างคล้ายคำอ้อน เถาจูฟังแล้วได้แต่เงียบเสียงลงหลินถิงยังมีเวลาทำธุรกิจอีกเพียงสองวัน จึงรีบล้างหน้าแปรงฟัน กินซาลาเปาสองสามลูกรองท้องแล้วรีบออกจากเรือนทันทีที่เปิดประตูหน้าจวนก็สวนเข้ากับนายท่านสามที่กลับจากเข้าเฝ้าราชสำนักนายท่านสามหน้าดำคร่ำเครียด ดุด่าด้วยเสียงขุ่นเคือง “ดูเจ้าสิ วิ่งออกไปเช่นนี้ไม่มีความเรียบร้อยอันใดเลย ถ้าผู้คนเห็นเข้า เจ้าคิดหรือว่าจะไม่ทำให้สกุลหลินเราต้องอับอายขายหน้า!”มีอยู่ชั่วขณะหนึ่งที่หลินถิงอยากจะโพล่งถามเขาไปตรงๆ ว่า “หญิงสาวพึงมีท่าทีเยี่ยงไรกัน?”เคราะห์ดีที่เถาจูชำนาญในการสังเกตสีหน้าท่าทาง จึงกล่าวโกหกออกไปโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “นายท่านสาม บ่าวได้ยินว่าคุณหนูสามแห่สกุลต้วนมีนัดกับคุณหนูในวันนี้ เห็นว่าใกล้ถึงเวลานัดแล้ว คุณหนูกลัวคุณหนูต้วนจะคอยนาน จึงเร่งรีบออกไปเพียงเท่านั้น”หลินซานเย่เมื่อได้ยินว่าคุณหนูสกุลต้วนมาคอยหลินถิงอยู่ ก็กลืนคำตำหนิที่เกือบจะเอ่ยออกไปแล้วลงคอ “ในเมื่อเช่นนั้น ไยยังไม่รีบไปอีก?”หลินถิงฉวยโอกาสเดินหนีทันทีหลังจากนั้นนางก็แอบปลอมตัวใหม่อีกครา พร้อมกับพาเถาจูออกจากจวนโดยอ้างว่าเป็นคู่หมั้นของฟู่ฉือ ซึ่งเดินทางมาไกลจากแดนใต้เพื่อสืบหาคนรัก ทว่าหลินถิงก็ยังไม่วางใจนัก จึงสวมผ้าบางคลุมหน้าให้กับเถาจูด้วยในเมืองหลวงเช่นนี้ การกระทำใดๆ