ินหนิงเองเคยดื่มมาก่อนยามร่างกายอ่อนแอ จึงอยากให้หลินถิงได้ลองบ้าง นางไม่ลืมที่จะกำชับ“หากยังรู้สึกไม่สบาย ต้องรีบบอกข้า”หลินถิงฝืนรวบรวมสติ พยายามวางท่าทีให้เป็นปกติ ตอบกลับว่า “เจ้าค่ะ”เหตุการณ์นี้นับเป็นเพียงเรื่องเล็ก มิได้สร้างคลื่นลมใหญ่โตใดๆ หาได้ทำลายบรรยากาศของงานเลี้ยงแต่อย่างใดเหล่าแขกเหรื่อยังคงพูดคุยหัวเราะ ดื่มกินบันเทิงกันอย่างครื้นเครง เสียงพิณขลุ่ยคลอเคล้า เสียงร้องเพลงและฟ้อนรำแว่วดังเมื่อเรื่องคลี่คลาย ต้วนหลิงย่อมไม่มีเหตุให้ยืนอยู่ตรงนั้นต่อ จึงหันหลังกลับไปนั่งที่โต๊ะบุรุษ ตำแหน่งที่เขานั่งอยู่นั้นอยู่พอดีตรงจุดที่ฉากไม้ไผ่เลื่อนบังสลับกันเป็นช่วงๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาระแวงไปเองหรือไม่ แต่กลับรู้สึกว่ามีสายตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องตามท่วงท่าของเขาอยู่ตลอด คล้ายจะสื่อความหมายบางอย่างผ่านไปครู่ใหญ่ แขกเหรื่อเริ่มเข้ามาเชิญดื่มและพูดคุยตีสนิท ต้วนหลิงยกจอกดื่มตามธรรมเนียม ทว่าสายตานั้นก็ยังคงอยู่ หากจะว่าชัดเจนก็มิใช่ ราวกับมีใครตั้งใจระวังไม่ให้เด่นนัก แต่เขากลับสามารถจับสัมผัสได้ทันที และยังมั่นใจในทิศทางได้อย่างแม่นยำอาศัยช่วงที่แขกที่มาเชิญดื่มเดินจากไป เขาก็หันไปมองตรงช่องว่างของฉากไม้ไผ่เสียที จากมุมนี้แม้จะเห็นได้ไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย มีอยู่ราวห้าคน และหนึ่งในนั้นคือหลินถิงต้วนหลิงเพียงกวาดสายตาผ่านหญิงอีกสี่คนอย่างไม่ใส่ใจ แล้วจึงหยุดอยู่ที่ใบหน้าที่งดงามของหลิ