นถิงนางกำลังยกถ้วยน้ำแกงที่สาวใช้นำมาให้ สีขาวผ่องของผิวนางอาบอยู่ในไอร้อนที่ลอยขึ้นจากถ้วยน้ำแกง แก้มจึงแดงเรื่ออย่างเป็นธรรมชาติ เปลือกตาตกต่ำ มองน้ำแกงในถ้วยโดยไม่ชายตาแลสิ่งใดรอบตัวเลยแม้แต่น้อยกลับเป็นหญิงที่นั่งข้างหลินถิงต่างหากที่หันไปมองฉากไม้อยู่เป็นระยะ และพูดคุยกับสหายว่า ลวดลายปักบนฉากช่างประณีตวิจิตรนัก หาใช่ของธรรมดา เกรงว่าต่อให้มีเงินก็หาไม่ได้ง่ายๆ เช่นนี้ ไม่คิดเลยว่าสกุลต้วนจะนำมาใช้เพียงเป็นของกั้นสายตาเมื่อหลินถิงดื่มน้ำแกงที่ต้วนซินหนิงให้เสร็จ ก็เริ่มลงมือรับประทานอาหาร นางมิได้มองเขาแม้เพียงแวบเดียวต้วนหลิงค่อยๆ วางจอกสุราลง หันกายกลับไป ไม่เหลือบแลอีก แล้วหันกลับไปสนทนากับบรรดาบุตรหลานขุนนางทั้งหลายอย่างเชี่ยวชาญ อีกฝ่ายพยายามยกเรื่องการเมืองขึ้นมาเพื่อหยั่งเชิง แต่เขากลับแนบเนียนดุจน้ำที่ไหลไม่รู้รั่วเซี่ยจื่อม่อก็เข้ามายกจอกด้วยเช่นกัน ด้วยตำแหน่งที่เป็นถึงคุณชายใหญ่ มิได้เกรงใจใครเลยแม้แต่น้อย เบียดผู้อื่นออกไปอย่างไม่แยแส แล้วหัวเราะร่า“คุณชายต้วน ข้าขอคารวะ!”ต้วนหลิงยกจอกสุราด้วยมือทั้งสอง เหนือศีรษะมีโคมแดงแขวนเรียงราย แสงสว่างสลับเงามืด ท่ามกลางเงาเหล่านั้น ใบหน้าของเขาดูหล่อเหลาเฉิดฉาย ดวงตายามยิ้มมีแววเจ้าเล่ห์แต่งแต้มยิ่งดูงดงามนัก“ข้าควรเป็นฝ่ายคารวะเจ้ามากกว่า ต้องขอบคุณเจ้ามากที่วันนั้นช่วยชีวิตน้องสาวข้าไว้ที่หอหนานซาน”เซี่ยจื่อม่อชะงักเล็กน้