เวรยามเซียนหย่งไถจึงนำสาส์นเข้าไปในห้องโถงของเรือนประมุขเถียน วางสาส์นท้าทายไว้บนโต๊ะก่อนจะแอบออกมา ทว่าระหว่างนั้นเติ้งเฉินฟู่นึกเจ็บใจที่ตนได้รับบาดเจ็บจากการยิงธนูไฟของเหล่านักฆ่าในคืนที่ลอบหนีออกจากคุก จึงฉวยโอกาสวิ่งไปยังเรือนด้านหลังที่เป็นเรือนนอนของเหล่านักฆ่าหยิบขวดน ้ามันในย่ามที่สะพายมาด้วยราดไปบนผนังไม้และหน้าต่างกรุกระดาษก่อนจะจุดพู่ไฟอันเล็ก ไม่ทันไรก็ติดไฟอย่างรวดเร็วจินวั่งซู่เห็นเช่นนั้นก็ตกใจ “เจ้าพกของพวกนี้มาเผาสำนักมืออสูรด้วยหรือ?”“ในเมื่อพวกเขากล้ายิงธนูไฟใส่ข้าจนมีรอยแทบทั้งตัว ข้าต้องเอาไฟมาคืนพวกเขาบ้าง” สีหน้าของเติ้งเฉินฟู่ดูไม่เหมือนคนช่างผูกใจเจ็บสักนิด ทว่ากลับตั้งหน้าตั้งตาราดน ้ามันไปที่ผนังใกล้ๆ อีกสองสามจุดก่อนจะแตะพู่ไฟไปให้ทั่วๆ แล้วโยนเข้าไปทางหน้าต่างโดยเล็งไปยังผ้าห่มที่พับรวมอยู่มุมเตียง“เรียบร้อย! หนีได้!” เติ้งเฉินฟู่รีบคว้าโล่ที่วางไว้บนพื้นก่อนวิ่งนำหน้าจินวั่งซู่ไปทางเรือนส้วม“กลับกันได้แล้ว!” เซียนหย่งไถวิ่งกลับมาหาพี่เขยที่แอบอยู่หลังอาคารใหญ่ “สองคนนั้นเล่า?” เขากวาดตามองหาอีกสองคนที่มาด้วยกันกลับไม่เห็นแม้แต่เงา“พวกนั้นบอกว่าให้เราไปรอที่นัดหมายได้เลย” จูจิ้นติ้งทำหน้ายู่เมื่อนึกถึงจุดนัดพบ เรือนส้วมเต็มไปด้วยห้องส้วมที่บรรดานักฆ่าล้วนไปถ่ายทุกข์แทบทั้งวันเหม็นจะแย่จนทำให้ไม่มีผู้ใดนึกอยากจะไปดูที่ด้านหลัง“นัดที่อื่นไม่ได้หรือไร?”“ท