เรืองมากหรือไม่?”“เพคะ ที่นั่นเจริญรุ่งเรืองแม้ไม่เท่าแคว้นหมิงเพราะยังไม่ได้ทำการค้ากับดินแดนอื่นมากนัก มีแค่ชนเผ่าที่เข้ามาค้าขายด้วยจากแถวทะเลทราย” นางตอบด้วยท่าทีนอบน้อมฮ่องเต้ทรงยื่นมือมาเชยคางของนางขึ้น “เจ้าสบตาเจิ้นสักหน่อยเถิด” วูบหนึ่งเขาเห็นแววหวาดระแวงในดวงตาของนาง “หากเจิ้นจะให้เข้าถวายตัว เจ้ายินดีหรือไม่?”นางลุกพรวดขึ้นคุกเข่าลงพื้นในทันที “พระอาญามิพ้นเกล้า หม่อมฉันเป็นเพียงนางกำนัลต ่าต้อยมิบังอาจร่วมเตียงบรรทมกับพระองค์เพคะ”ฮ่องเต้ทรงเอื้อมพระกรสองข้างออกมาจับบ่านางหงซือซือนิ่วหน้า ตำแหน่งต้นแขนของนางนั้นแผลยังไม่หายสนิทดี “โอ๊ะ!”“เจิ้นจับเจ้าแรงไปเช่นนั้นหรือ?” หมิงเฟยหลงกระตุกคิ้วเล็กน้อย เขาจำได้ว่านี่เป็นตำแหน่งบาดแผลของหัวหน้าหง“มิได้เพคะ”“ลุกขึ้นมาเถิด เจิ้นอยากคุยกับเจ้าเสียหน่อย”นางค่อยๆ ลุกขึ้นเพราะรู้สึกเสียวแปลบที่บาดแผลที่ยังสมานไม่สนิทนัก ครั้นลุกขึ้นมาได้ฮ่องเต้กลับทรงรวบนางไว้ในอ้อมแขนแล้วจับนางนั่งตัก“ฝ่าบาท เพคะ ทรงปล่อยหม่อมฉันเถิด” หงซือซือขยับจะลุกพรวดทว่าไม่อาจสู้แรงของพระองค์ได้“เจิ้นมิได้คิดทำอันใดเจ้า เพียงอย่างจะดูบางอย่างให้แน่ใจ” ตรัสจบก็เอื้อมมือหนึ่งมาดึงคอเสื้อด้านหลังนางออกเล็กน้อย เมื่อมองเห็นไฝเล็กๆ สีแดงสองจุดที่ต้นคอด้านขวาของนางก็แย้มพระสรวลออกมา ทรงคล้ายอ้อมแขนแล้วก็ช้อนร่างขึ้นในตรงไปยังเตียงบรรทม“ฝ่าบาททรงทำอันใดเพคะ?” หงซือซ