ที่เธอลาจากโลกใบนี้ไปหาซูเจ๋อ เธอจะไม่สามารถไปอย่างสงบใจได้ใบหน้าของซูเซี่ยนผอมแห้งและซีดเซียวไปหมด ช่วงที่ผ่านมานี้ เขาเข้านอนดึกและตื่นเช้ามาก เพราะเขาคอยเฝ้าดูแลเฉินเสียนอยู่ตลอดเวลา เมื่อเขารู้ว่าเฉินเสียนตื่นอยู่ เขาก็จะเล่านิทานหรืออ่านตำราให้เฉินเสียนฟังเสมอขณะที่ซูเซี่ยนเล่านิทานได้เพียงครึ่งเรื่องนั้น เฉินเสียนก็จะถามขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบาว่า : “จากนั้นล่ะ?”สำหรับซูเซี่ยนแล้ว นี่ถือเป็นแรงผลักดันและกำลังใจอันท่วมท้น ให้เขามีแรงเล่านิทานต่ออีกมากมายในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง เฉินเสียนอยากจะออกมาดูดวงจันทร์อวี้เยี่ยนและแม่นมซุยจึงได้ยกเก้าอี้นวมออกมาข้างนอก เฉินเสียนถูกคลุมด้วยผ้าห่มที่ค่อนข้างหนา เธอแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อยซูเซี่ยนอยู่ข้างๆ คอยอยู่เป็นเพื่อนเธอเฉินเสียนปลดขลุ่ยไม้ไผ่ออกจากชุดของเธอ แล้วพูดกับซูเซี่ยนว่า : “รู้หรือเปล่า นี่คือขลุ่ยที่พ่อเจ้าทำเองกับมือ เพื่อมอบให้แม่เป็นของขวัญแทนใจ”เวลาผ่านพ้นมานานพอสมควร ขลุ่ยไม้ไผ่ได้รับการขัดเกลาจนเงางาม ลายแกะสลักบนตัวขลุ่ยไม้ไผ่ค่อยๆ จางหายไม่ชัดเจนอย่างเช่นเคย แต่เธอก็ยังเก็บติดตัวไว้เสมอไม่ยอมห่าง“เมื่อก่อน พ่อเจ้าเคยบอกว่า ที่มอบขลุ่ยไม้ไผ่นี้ให้กับแม่ เพราะหวังว่าแม่จะเป่าให้กับพ่อเจ้า เพื่อที่เขาจะได้มาหาแม่บ่อยๆ”เฉินเสียนยิ้มขึ้นด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด : “ตอนนี้หากแม่เป่าขลุ่ยเล่มนี้อีกครั้งไม่รู้ว่าพ่อของเจ้าจะได้ยินหรือเ