”วันที่สองที่กลับไปที่ราชสำนัก ที่นั่นยังคงไม่มีขุนนางมาเข้าเฝ้า เฉินเสียนนั่งอยู่ในท้องพระโรงที่ว่างเปล่าเพียงผู้เดียว เหลือบมองดูพระอาทิตย์ที่โผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมาอวี้เยี่ยนเข้ามาเตือนด้วยความเป็นห่วงเมื่อยามใกล้เที่ยง “ฝ่าบาท ควรเสด็จกลับพระตำหนักไท่เหอเพื่อเสวยอาหารกลางวันได้แล้วนะเพคะ ฝ่าบาททรงเหนื่อยเกินไปหรือไม่ หยุดพักเสียหน่อยดีกว่าไหมเพคะ”เฉินเสียนนิ่งเฉยอยู่เป็นครู่ใหญ่ เธอเห็นใครคนหนึ่งเดินผ่านประตูหานอู่เข้ามาในจัตุรัสขนาดใหญ่ สายลมพัดปะทะเครื่องแบบขุนนางของเขา เป็นชายชราทว่าดูเต็มไปด้วยกำลังวังชาเขาเดินเข้ามาถึงบันไดหยกหนึ่งร้อยขั้นและค่อยๆ ก้าวขึ้นมาทีละขั้นๆ เนื่องด้วยอายุที่มากแล้ว เขาจึงก้าวขึ้นมาค่อนข้างช้าอวี้เยี่ยนเอ่ยอย่างสำรวมว่า “ฝ่าบาท ดูเหมือนจะเป็นท่านเฮ่อเซียงเพคะ”หลังจากนั้นไม่นานเฮ่อเซียงก็เดินขึ้นมาจนสุดขั้นบันไดสีขาวที่ทอดยาว เขาเดินมาอยู่ตรงหน้าเฉินเสียน ประสานมือคารวะตามธรรมเนียมและเอ่ยว่า“กระหม่อมเข้าเฝ้าฝ่าบาท”เฉินเสียนประคองเขาให้ลุกขึ้นและกล่าวว่า “เฮ่อเซียงพักฟื้นอยู่ที่เรือน วันนี้มาเข้าเฝ้ายามเช้าหรือ? น่าเสียดายที่เหล่าขุนนางไม่ได้มาเข้าเฝ้า เฮ่อเซียงมาผิดเวลาเสียแล้ว”44
เฮ่อเซียงถามว่า “แล้วเหตุใดฝ่าบาทจึงยังรออยู่ที่นี่และไม่ยอมกลับล่ะพ่ะย่ะค่ะ”“อยู่ๆ ข้าก็ว่างมาก ไม่รู้ว่าจะทำอะไร”“เช่นนั้นกระหม่อมมีเรื่องจะทูลฝ่าบาทเรื่องหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ” เ