้ใบหน้าของเขาเปียกชื้นเกิดเป็นมิติที่ทั้งตื้นและลึกขึ้นมา คิ้วของเขาเรียวยาวสงบนิ่ง ราวกับภาพวาดก็ไม่ปานเฉินเสียนเดินไปยืนอยู่ข้างๆ เขาเงียบๆ ในมือถือร่มสีเขียวคันหนึ่ง ช่วยเขาบังฝนซูเจ๋อเงยหน้าขึ้นมองร่มเหนือศีรษะ แล้วจึงหันหน้ามามองเฉินเสียน พร้อมกับพูดขึ้นว่า : “ทำไมมาถึงที่นี่ได้?”เวลานี้สีท้องฟ้าเริ่มมืดเฉินเสียนจึงพูดขึ้นว่า : “รอตั้งนานแต่ไม่เห็นท่านกลับมาเสียที ข้าก็เลยมาดูเสียหน่อย” เธอถามขึ้นว่า : “ทำไมท่านถึงไม่กางร่ม?”ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ฝนปรอย แต่หากยืนอยู่ที่นี่นานๆ ความชื้นก็จะแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้ซูเจ๋อหรี่ตาลง มองดูบรรดาเหล่าทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ตรงหน้าอย่างเหน็ดเหนื่อย แล้วจึงพูดขึ้นว่า : “พวกเขาไม่กลัวลมฝน แล้วข้าจะถอยกลับได้อย่างไรกัน อยากเป็นหนึ่งใจเดียวกับพวกเขา ก็ควรที่จะพาตัวเองไปยืนอยู่ตรงจุดที่เท่าเทียมและเสมอภาคกับพวกเขา”674
เขาหันมายิ้มให้เฉินเสียน แล้วพูดต่อว่า : “น่าเสียดายตรงที่ว่าในสายตาของพวกเขา ข้าเป็นเพียงแค่บัณฑิตที่ไร้เรี่ยวแรงไร้ความสามารถ ไม่อย่างงั้น ข้าคงลงไปช่วยพวกเขาขุดลอกแม่นํ้าแล้ว”“แต่อาการบาดเจ็บของท่านยังไม่หายดีเลย”“อาเสียน ข้าไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น”จากนั้นเฉินเสียนก็เก็บร่มลง พร้อมกับพูดขึ้นว่า : “งั้นข้าตากฝนเป็นเพื่อนท่าน”ละอองฝนละเอียดอ่อนดุจใยแมงมุมที่นุ่มละมุนค่อยๆ พรมลงมาช้าๆ ปกคลุมไปทั่วร่างกายของทั้งสองคนเพียงครู่เดี