ด้ทั้งนั้นเมื่อฉินหรูเหลียงเห็นว่าเธอไม่เงยหน้าขึ้นมอง เขาจึงหันหลังและเดินกลับไปที่ห้องฉินหรูเหลียงนั่งอยู่ในห้อง เขายังคงมองเห็นเฉินเสียนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเมื่อมองลอดหน้าต่างออกมาหมอหลวงเห็นว่าสีหน้าของเขาไม่ค่อยดีและกังวลว่าอารมณ์จะส่งผลกระทบต่ออาการบาดเจ็บ จึงพยายามปลอบใจเขาว่า “ท่านแม่ทัพอย่าได้กังวลเกินไปมิฉะนั้นจะไม่ดีต่อการฟื้นฟูบาดแผล ที่องค์หญิงจิ้งเสียนทรงดูแลท่านทูตเช่นนี้บางทีอาจเป็นเพียงเพราะว่าท่านทูตได้รับบาดเจ็บเพราะพระองค์ องค์หญิงจึงรู้สึกผิด เมื่อท่านทูตฟื้นขึ้นมาก็คงไม่มีอะไรแล้ว”ฉินหรูเหลียงเหลือบมองหมอหลวงอย่างเย็นชาและเอ่ยว่า “เรื่องขององค์หญิง ใช้เรื่องที่พวกท่านควรจะสอดปากเข้ามายุ่งรึ”ไม่พูดก็ดีอยู่แล้ว ทันทีที่ได้ยินคำพูดของหมอหลวง ฉินหรูเหลียงก็ยิ่งหดหู่มากขึ้นไปอีก523
ขนาดยังซูเจ๋อยังไม่ฟื้นเฉินเสียนยังเป็นเช่นนี้ เกรงว่าเมื่อซูเจ๋อฟื้นแล้วเฉินเสียนคงไม่แม้แต่จะชายตามองเขาแม้จะรู้คำตอบของเฉินเสียนแล้ว แต่เขาก็ยังไม่สบายใจ เป็นทุกข์ และรู้สึกอิจฉาหลังจากต้มยาหม้อในเตาซํ้าไปสองสามครั้งก็สกัดจนได้ตัวยาที่เข้มข้นเฉินเสียนรินยาต้มออกใส่ภาชนะโดยไม่ปล่อยให้เสียของเลยสักหยด จากนั้นจึงใส่ข้าวสารจำนวนหนึ่งลงไปและเคี่ยวจนกลายเป็นโจ๊กยาสิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของซูเจ๋อ แต่ยังช่วยรักษาระบบการทำงานของร่างกายเขาด้วยกลิ่นของโจ๊กยาถ้วยนี้ไม่ค่อยน่าพิสมั