ชิงหลัวนั้นสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่พุ่งพวยออกมาจากนางจึงตกใจไป มุมปากกระตุกสั่น สุดท้ายก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา
ฉู่สวินหยางจัดแจงคอเสื้อให้เข้าที่เข้าทางก่อนจะเลี้ยวออกจากสวนดอกไม้ไป ก้าวเดินไปทางประตูวัง
สองตำหนักที่เยื้องกัน ทันทีที่เงยหน้าก็พบเข้าคนผู้หนึ่งที่ยืนมือไขว่หลังอยู่ทางด้านหน้าวัง
ชิงหลัวเตรียมขมวดคิ้ว ลอบมองดูปฏิกิริยาของฉู่สวินหยาง
ฉู่สวินหยางกลับยิ้มเล็กน้อยราวกับรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ก้าวเดินออกไป
“ที่กล่าวว่าเหยียนหลิงจวินออกจากเมืองเพื่อไปรักษาฉู่เยว่เหยียนคงเป็นเรื่องโกหก ความจริงแล้วเขากลับตบตา ออกจากเมืองไปจัดการคำโกหกพวกนั้นแทนเจ้ากับฉู่ฉีเฟิงแล้วล่ะสิ?” ฉู่ฉีเหยียนยืนอยู่กับที่ไม่ขยับไปไหน ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นบนฟ้าก่อนจะหลับตา แสงแดดกล้าของช่วงบ่ายที่ส่องลงมากระทบใบหน้าของเขาแม้จะดูเหมือนเงียบสงบ ทว่าระหว่างคิ้วกลับมีความขมุกขมัวแผ่ส่าน
เมื่อได้ฟังเสียงก้าวเท้าอย่างสบายๆ และพูดกับเขาเช่นนี้มาจากด้านหลัง
ไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็พอจะรู้แล้วว่าคนที่มาด้านหลังคือฉู่สวินหยาง
ฉู่สวินหยางไม่ได้พูดต่อ เพียงแต่ช่วงที่กำลังเดินผ่านเขานั้นก็ชำเลืองมองเขาไปด้วย
ฉู่ฉีเหยียนระงับคำที่กล่าวออกมา เมื่อเห็นว่านางไม่สนใจก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดอยู่ในใจ เวลาที่กระชั้นชิดนี้จึงรีบเดินไปด้านหน้า ยื่นมือเพื่อต้องการจะคว้าข้อมือของนาง
ฉู่สวินหยางที่สังเกตเห็น จึงเบี่ยงไหล่ไปด้านข้างเล็กน้อยเพื่