อี้อัน เพราะไม่กี่เดือนก่อนฉู่อี้อันได้เป็นผู้นำทัพไปเมืองฉู่ หลังจากกลับมาฮ่องเต้จึงอนุญาตให้เขามีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ เพื่อที่จะสะดวกต่อการให้คำแนะนำตามสถานการณ์จริงของสนามรบ
“มาพูดในเวลาเช่นนี้แล้วจะมีประโยชน์อันใด?” ฮ่องเต้กล่าวอย่างโมโห ปวดขมับขึ้นมา
หลี่รุ่ยเสียงรีบส่งชาให้เขา มือของเขาที่จับถ้วยชานั้นสั่นเล็กน้อย ยกจับถ้วยชาอยู่ชั่วครู่ ท้ายที่สุดก็มิวายโยนถ้วยชาลงไปบนพื้นด้านหน้าโต๊ะทรงอักษร
กระเบื้องลายครามแตกกระจัดกระจาย น้ำชากระเด็นกระดอนไปทั่วทิศทาง
คนด้านล่างล้วนแต่ถูกน้ำชากระเด็นเปื้อนกาย ทว่า กลับไม่กล้าขยับหนี ล้วนแต่ก้มหน้าหลับตา รองรับความโกรธราวกับสายฟ้าฟาดของฮ่องเต้ในเวลานี้
“เสด็จพี่ ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นเช่นนี้แล้ว ตอนนี้มาถามหาความรับผิดชอบจากใครก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา” รุ่ยชินอ๋องที่ถือว่าเป็นผู้อาวุโสอยู่บ้าง เวลานี้จึงฝืนเอ่ยปากขึ้นมาก่อน “ขณะนี้สถานการณ์คับขัน หาวิธีจัดการกับเรื่องนี้จึงจะเป็นเรื่องที่เหมาะสม ข้าศึกที่ประชิดเมือง หากใช้โอกาสนี้โจมตีขึ้นมา เกรงว่าผู้คนในเมืองจะเดือดร้อนไปด้วย ถึงเวลานั้น…อย่าให้ผู้คนสูญเสียศรัทธาจะเป็นการดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ!”
ฮ่องเต้ครุ่นคิดสักครู่ก็กล่าวกับหลี่รุ่ยเสียง “หลี่รุ่ยเสียง ถ่ายทอดคำสั่งไปยังเมืองฉู่ให้เร็วที่สุด ให้ฮั่วกังรีบเตรียมการ ภายในหนึ่งเดือนนี้จะไม่มีการรบอย่างเด็ดขาด หาวิธีอพยพชาวบ้านในเมืองออกจากทางชายแดน