เมืองฉู่มาแปดปีแล้ว คุ้นเคยกับสถานการณ์ที่นั่นเป็นอย่างดี เวลานี้ทัพของเราเพิ่งจะพ่ายแพ้ ปลดเขาออกจากตำแหน่งย่อมได้ แต่ว่าคนที่มาแทนเขานั้นแน่นอนว่าต้องไม่คุ้นชินกับสถานการณ์ หากเกิดควบคุมการรบไม่ได้ ผลที่จะตามมานั้นไม่กล้าจะนึกถึงเลย ในความคิดของน้อง เวลานี้ให้เขาอยู่ดูแลเมืองฉู่ แบกรับความผิดสร้างคุณูปการไปก่อนจะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
“เสด็จอาพูดมิผิดพ่ะย่ะค่ะ!” ฉู่อี้หมินกล่าว “ช่วงเวลานี้เสด็จพ่ออาจจะจัดหาแม่ทัพคนใหม่ส่งไปให้แม่ทัพฮั่วช่วยสอนเขาให้คุ้นเคยกับการศึกทางเมืองฉู่ ผ่านไปสองเดือนค่อยส่งมอบหน้าที่ก็ยังไม่สายพ่ะย่ะค่ะ!”
เปลี่ยนตัวแม่ทัพเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะยังเป็นตอนที่สถานการณ์ของศึกทั้งสองแคว้นตึงเครียดเช่นนี้
ในใจของฮ่องเต้ราวกับฉุกคิดอยู่ ลังเลไปสักครู่แต่ก็ไม่ได้ให้คำตอบที่แน่นอนออกมา
ฉู่อี้อันหลับตาลงอย่างเยือกเย็น กลับกล่าวอย่างแน่วแน่ว่า “ตามความเห็นของลูก…ควรนำตัวแม่ทัพฮั่วกลับเมืองหลวงอย่างเร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ!”
ทุกคนต่างก็พากันตกตะลึง แม้แต่ฉู่สวินหยางและฉู่ฉีเฟิงก็ยังยากที่จะไม่ชะงักกึกในใจไปชั่วครู่เช่นกัน เกิดลางสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันที
สายตาของฮ่องเต้พลันเข้มขึ้น เบิกตากว้างมองไปทางเขาอย่างทันใด “เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
ฉู่อี้อันยังไม่ทันได้พูด ด้านในแม่นมเหลียงและหลัวอวี่ก่วนก็พยุงหลัวฮองเฮาที่หน้าซีดขาวออกมาจากตำหนักด้านหลัง
หลัวฮองเฮาเพิ่งจะฟื้นคืนส