งสองจะส่งสายตาอะไรแก่กันใดๆ ดูๆ ไปก็เหมือนเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่รู้ความจริงๆ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต เขาจึงไม่กล้าเมินเฉยเช่นกัน
ฮ่องเต้สีหน้าเคร่งขรึม เม้มปากแน่นไม่พูดไม่จา
ซูหว่านเคยเจอเรื่องแบบนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน? นี่เป็นโทษฐานลวงฮ่องเต้เชียว!
นางร้อนรนขึ้นมา จึงหันไปดึงชายเสื้อของซูหลินและเอ่ยวิงวอน “พี่ใหญ่ ท่านช่วยข้าพูดสักสองประโยคสิ ข้าไม่รู้อะไรเลยจริงๆ!”
เหตุใดทั่วป๋าไหวอันถึงหนีไวไปเร็วเช่นนี้? นี่มันคืออะไรกันแน่?
ตอนนี้อารมณ์มากมายผุดขึ้นมาในใจ แต่นางก็ไม่ได้ถามอะไรมาก
ซูหลินก็อกสั่นขวัญผวาเช่นกัน เขามองสีหน้าของฮ่องเต้ก่อนจะเอ่ยหยั่งเชิง “ฝ่าบาท ไม่ว่าอย่างไร ในเมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นแล้ว ตอนนี้มาตามถามที่นี่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าขึ้นมา กระหม่อมเพียงแต่ไม่เข้าใจเหตุใดองค์ชายห้าจึงลอบหนีออกจากเมืองหลวง? แต่สิ่งที่ต้องรีบเร่งตอนนี้มิใช่หาตัวเขากลับมา แล้วค่อยตัดสินคิดบัญชีหรอกหรือ? เช่นนั้นความจริงของเรื่องนี้ก็คงกระจ่างแล้ว!”
เหตุใดทั่วป๋าไหวอันจึงหนีออกจากเมืองหลวงไป? คนอื่นไม่รู้ แต่ในใจฮ่องเต้กลับรู้ดีไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว หากไม่ได้เป็นเช่นนี้ เขาคงไม่ถึงกับรีบหูดับตับไหม้ออกจากเมืองหลวงไปเช่นนี้
หากให้ทั่วป๋าไหวอันกลับถึงโม่เป่ย ชายาอ๋องโม่เป่ยผู้ไร้สมองอย่างนางจะรับมือกับเหตุการณ์นั้นได้อย่างไร? ถึงตอนนั้นโม่เป่ยก็ตกอยู่ในมือของเขาแล้ว!
หากเป็นแต่ก่อนคงจะไม่