ยเฒ่ารีบลุกขึ้นมา
ผู้คนมองไปตามเสียง ก็เห็นหญิงสาวสวมเสื้อสีแดงเพลิงตัวใหญ่นั่งอมยิ้มอยู่บนหลังม้าท่ามกลางแสงอาทิตย์อ่อนๆ ที่ทอลงมาในยามเช้า
นางเอียงร่างมาด้านหน้า แขนวางทับกันอยู่บนอานม้า ใบหน้ารูปไข่เฉิดฉายยิ้มตาหยี แส้ม้าสีทองในมือรองรับกลางแผ่นหลังของชายเฒ่าพอดี รอยยิ้มนั้นเต็มปริ่มไปด้วยความอบอุ่น
สองวันนี้ทหารรักษาการณ์เปลี่ยนเป็นคนของฉู่อี้อันทั้งหมด ทหารพวกนั้นสายตาหลักแหลม เห็นว่าเป็นฉู่สวินหยางจึงทำความเคารพอย่างยิ้มแย้ม “ข้าน้อยคารวะท่านหญิงสวินหยาง ไม่ทันได้มองทาง เลยชนท่านหญิง ขอท่านหญิงโปรดอภัยด้วยเถิด!”
ชายเฒ่าได้ยินดังนั้นก็ได้สติ
หนุ่มน้อยที่ก้มหน้าก้มตาสะอึกสะอื้นยืนจับรถอยู่นั้นก็เดินก้มออกมาพยุงชายเฒ่าไปอีกด้าน และรีบดึงเขาให้คุกเข่าลงเอ่ยความผิด “ท่านผู้เฒ่าไม่รู้ความ มิได้ตั้งใจไม่ให้เกียรติท่านหญิง ขอท่านหญิงอภัย อย่าลงโทษผู้แก่ผู้เฒ่าเลย!”
สีหน้าชายเฒ่าแข็งทื่อ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็สั่น รีบเอ่ยรับผิดในทันใด “ใช่ขอรับ ข้าน้อยไม่ดูตาม้าตาเรือ เมื่อครู่ยังต้องขอบคุณท่านหญิงที่ช่วยพยุงอีกด้วย”
ฉู่สวินหยางก้มมองสองคนนั้นแวบหนึ่งก็เคลื่อนสายตาไปเอ่ยกับทหารรักษาการณ์ “พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
“ตอบท่านหญิง ไม่กี่วันก่อนนักฆ่าอาละวาด องค์รัชทายาทมีรับส่งให้ตรวจสอบพ่อค้าให้ถี่ถ้วนกว่าเดิม เพื่อมิให้นักฆ่าหลุดลอดออกไป” ทหารรักษาเมืองกล่าวด้วยท่าทีนอบน้อม “ชายผู้นี้จะขนศ