ลัวอวี่ก่วนที่อยู่ด้านข้างกลับคิดว่าตนหูฝาด เดินหน้าออกมาหนึ่งก้าว เอ่ยอย่างอดไม่ได้ “เป็นไปได้อย่างไร? เจ้าฟังผิดหรือ? ยามเช้าขันทีหลี่นำพระราชโองการของฮ่องเต้มาด้วยตนเอง เหตุผลผู้ที่ได้ราชโองการอภิเษกควรจะเป็นท่านหญิงสวินหยางไม่ใช่หรอกหรือ?”
“หม่อมฉันก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นเพคะ!” ไฉ่เยว่ตอบ “ก่อนหน้านี้ท่านหญิงสวินหยางโดนฮ่องเต้เรียกตัวไปที่ห้องหนังสือ ปิดประตูคุยกันอยู่นานนม ยามนั้นองค์รัชทายาทและองค์ชายห้าแห่งโม่เป่ยก็อยู่ คงจะคุยกันเรื่องนี้ แต่ต่อมาไม่รู้เหตุใด…”
เสียงที่ไฉ่เยว่พูดอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว นางค่อยๆ ใช้หางตามองสีหน้าของหลัวฮองเฮาเล็กน้อย ครุ่นคิดอย่างรอบคอบ สุดท้ายก็กัดฟันเอ่ยตามจริง “ระหว่างนั้นจู่ๆ ซื่อจื่อซูแห่งจวนอ๋องฉางซุ่นก็เข้าวังมาเข้าพบ ไม่ทราบว่าคุยอะไร แต่หม่อมฉันได้ยินเล่อสุ่ยบอกว่า เมื่อองค์รัชทายาทออกมาจากห้องทรงอักษรแล้วสีหน้าไม่ค่อยดีอย่างมาก ต่อมาอีกก็ออกราชโองการมาแล้ว ยามนี้ขันทีที่ส่งพระราชโองการไปยังจวนซูคงกลับมาแล้วเพคะ!”
ไม่ใช่ฉู่สวินหยาง แต่เป็นซูหว่าน?
เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?
เมื่อฮองเฮาฟังครั้งแรกก็รู้สึกเพียงแค่เรื่องนี้เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ ทว่าคำพูดของไฉ่เยว่ทั้งมีเหตุผลทั้งมีหลักฐาน นางจะไม่เชื่อก็คงยาก
ดอกไม้ในมือไม่รู้โดนบี้เละหมดโฉมไปตั้งแต่ยามใด กลิ่นหอมอบอวลได้จางหายไปจากในตำหนัก
หลัวอวี่ก่วนงุนงงไปชั่วขณะ ไม่เข้าใจเป็นอย่างมาก เอ่