นี้ มีแต่จะรุนแรงยิ่งกว่าเดิม”
ฮ่องเต้อยากทำลายล้มล้างแคว้นโม่เป่ยอยู่แล้ว แต่ก็หวังต้องการยึดฐานันดรของสกุลซูโดยที่ไม่วู่วามด้วย เดิมทีเป็นเรื่องง่ายมาก แต่เพราะเขาคิดมากเกินไป อยากได้แผนการที่สมบูรณ์แบบจึงทำให้มันกลายเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าเดิม
ถึงแม้ฉู่อี้อันจะรู้ความต้องการของเขาดี แต่กลับพูดออกไปตรงๆ ไม่ได้ ทำได้เพียงพูดโน้มน้าวเขาเท่านั้น
ฮ่องเต้เม้มปากไม่เอ่ยสิ่งใด
หยางเฉิงกังเดินเข้ามาจากด้านนอกอย่างรีบร้อน “ข้ากระหม่อมหยางเฉิงกังถวายบังคมฝ่าบาทพะยะค่ะ ถวายบังคมองค์รัชทายาทขอรับ!”
“อืม!” ฮ่องเต้ลืมตาขึ้น สีหน้าเข้มขรึมขึ้นอย่างไม่รู้ตัว พลางพูดขึ้นว่า “เป็นยังไง? ทำนายเรื่องเมื่อคืนมาได้หรือยัง?”
“พะยะค่ะ!” หยางเฉิงกังขานตอบ ก้มศีรษะแนบพื้น สีหน้าจริงจัง ฮ่องเต้จึงถามขึ้นต่อ
“ใคร?” ฮ่องเต้เอ่ย มือที่โอบถ้วยชาอยู่พลันหยุดชะงักลง
“คือ…” หยางเฉิงกังหยุดเงียบไปชั่วขณะ จากนั้นหยิบม้วนกระดาษออกมาจากแขนเสื้อ สองมือยกไว้ทูลขึ้นเหนือศีรษะ
หลี่รุ่ยเสียงรับมา แล้วถวายต่อให้ฮ่องเต้
หยางเฉิงกังเอ่ยปากพูดขึ้นอีกครั้ง “คือท่านหญิงซูหว่านแห่งจวนอ๋องฉางซุ่นพะยะค่ะ!”
แววตาของฮ่องเต้จดจ้องไปยังตัวอักษรคำทำนายนั้น มือลูบไปบนกระดาษ สีหน้าคงเดิมไม่เปลี่ยน แต่คนในตำหนักตรงนั้นต่างรู้จักนิสัยของเขาดี ต่างก็สัมผัสได้ถึงแรงอาฆาตที่แผ่กระจายออกมา
“ซูหว่าน?” ฉู่อี้อันพึมพำ นิ้วมือค้างอยู่บนฝาถ้วยชาอยู่น