อ๋อร์แต่พูดต่อว่า “เมื่อครู่ข้อกล่าวหาเป็นเท็จเหล่านั้นที่หลัวซืออวี่เผชิญ หากนางจงใจจริง เหตุใดแม้กระทั่งข้อแก้ตัวนางกลับไม่มีพูดออกมา? ดูเหมือนนางกล้าทำแต่ไม่กล้ายอมรับ ไม่ว่าจะพูดยังไงก็แก้ตัวไม่ขึ้นอยู่ดี ทว่าแท้จริงแล้วนางมีเจตนาที่จะทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ และยอมทำตามที่อีกฝ่ายต้องการต่างหาก”
“แต่…แต่ว่า…” ฮั่วชิงเอ๋อร์บิดผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในมือ ยังคงไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น นางเร่งรุดก้าวเท้าสองก้าว ขมวดคิ้วมองฉู่สวินหยางพลางพูดว่า “เช่นนั้นแล้วนางทำเช่นนี้เพราเหตุใด? ตนเองยอมถูกปรักปรำ เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลดีกับนางเลย”
“เจ้าคงต้องไปถามนางเองแล้วว่า เรื่องนี้ข้าไม่สามารถล่วงรู้ได้” ฉู่สวินหยางยิ้มกริ่ม
เงยหน้าขึ้นมามองไปข้างหน้าเห็นชายหนุ่มรูปงามสวมชุดอีฮวาสีม่วงอ่อนเดินตรงมาที่นาง
เขาก็คือฉู่ฉีเฟิง
“ท่านพี่!” ฉู่สวินหยางร้องเรียกแต่ไกล “ท่านมาได้อย่างไร?”
“ข้าได้ยินว่าที่นี่เกิดเรื่องขึ้น เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” ฉู่ฉีเฟิงถาม ระหว่างที่สนทนาก็จับที่ไหล่ทั้งสองข้างของนาง มองดูนางตั้งแต่หัวจรดเท้าสีหน้าเป็นกังวล
ฉู่สวินหยางยิ้มพลางพูดว่า “ข้าไม่เป็นไร ข้ายืนอยู่ไกล ไม่ได้บาดเจ็บแม้แต่น้อย”
ฉู่ฉีเฟิงตรวจดูให้แน่ใจว่านางยังสภาพปกติดี มีเรี่ยวแรง เขาจึงจะวางใจ
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว!” ฉู่ฉีเฟิงพูด แล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว
ฮั่วชิงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบคุกเข่าลง ตามองต่ำยิ้มน้อยย