ย่างดีตั้งแต่เล็กดังนั้นจึงตอบรับโดยไม่ลังเล สุดท้ายฉู่ฉีเฟิงเข้าวังด้วยตนเอง เนื่องจากเขาพิการจึงไม่อยากจะเป็นภาระของตระกูลนั้นจึงปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้
ตอนนั้นฉู่ฉีเฟิงคิดว่าฉู่สวินหยางเข้าใจผิดมาโดยตลอด แท้จริงแล้วเขามีความจริงใจหรือเป็นเพียงแค่ข้ออ้างหนึ่งที่เขาต้องการจะบ่ายเบี่ยง
เพียงแต่สถานการณ์ตอนนี้ ท่าทีของฉู่ฉีเฟิงดูเหมือนว่าเขาไม่มีใจให้ฮั่วชิงเอ๋อร์
ส่วนความทุกข์ใจของฮั่วชิงเอ๋อร์ฉู่สวินหยางรู้อยู่แก่ใจดี แต่ทำได้เพียงหลับหูหลับตาแกล้งเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่ใช่ว่านางไม่อยากช่วยให้สมปรารถนา แต่เป็นเพราะฉู่สวินหยางรู้ดีว่านิสัยส่วนตัวของฉู่ฉีเฟิงเป็นเช่นไร นางมองว่าเขาเป็นพี่ชายที่สุภาพอ่อนโยนสูงส่งสง่างามดุจหยกล้ำค่า ลึกๆ เป็นคนที่ดื้อรั้นและมีความคิดเป็นของตนเอง หากเป็นสิ่งที่เขาต้องการจริง ใครเอาอะไรมาฉุดก็หยุดไม่อยู่ แม้ว่าตนเองจะ…
พออยู่ต่อหน้าเขากลับพูดอะไรไม่ได้
ฉะนั้นแล้วเลือกที่จะไม่พูดเสียดีกว่า หากต้องการจะให้ความหวังผู้อื่น สุดท้ายแล้วก็ไม่ช่วยอะไร นอกเสียจาก…
มิใช่เป็นการสร้างบาดแผลให้เจ็บเพิ่มมากขึ้นหรือ?”
ฉู่สวินหยางส่ายหัวสลัดเอาความคิดที่ไม่จริงนี้ออกไป นางหันกลับมากุมมือฮั่วชิงเอ๋อร์พลางพูดว่า “ไปกันเถอะ เรากลับไปรอที่ตำหนักเถอะ ประเดี๋ยวฮั่วฮูหยินหาไม่พบจะพลอยเป็นกังวล”“ได้!”ฮั่วชิงเอ๋อร์พยักหน้าขณะที่กำลังหันกลับไปก็อดไม่ไหวที่จะมองกลับไปยังทางเล็กๆข้