้สนใจคนพวกนี้มากนัก หมุนตัวแล้วเดินกลับไปหาฉู่สวินหยางที่อยู่ด้านหน้า
เขาหยุดอยู่เบื้องหน้านางประมาณสองก้าว จ้องนางอย่างเงียบๆ
หิมะที่โปรยปรายอยู่กลางอากาศเหมือนถูกมือล่องหนคู่หนึ่งกวาดผ่าน ระหว่างคนทั้งคู่คล้ายมีปราการแกร่งกั้นขวาง แบ่งแยกออกเป็นสองโลกชัดเจน
“ฝีมือเจ้า?” ผ่านไปนาน ฉู่ฉีเหยียนถึงได้เปิดปาก วาจาคล้ายสอบถาม แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“เพื่อให้จวนอ๋องหนานเหอกับสกุลซูแตกกัน?”
อากาศเย็นมาก แต่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกลับหนาวเยือกยิ่งกว่าอากาศภายนอกเสียอีก
ฮูหยินใหญ่ยืนอยู่ด้านข้าง หัวคิ้วอดจะขมวดขึ้นไม่ได้
ฉู่สวินหยางมองหน้าฉู่ฉีเหยียนตรงๆ ต่อหน้าการไต่สวนของเขา นางก็ยังยิ้มได้อย่างปลอดโปร่งสบายใจ
“ในใจของซื่อจื่อกระจ่างใสดั่งกระจก รู้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นใครถูกใครผิด และใครทุ่มเทไปมากน้อยเพียงใด คนที่รู้เรื่องดีทุกอย่างอย่างเจ้า ตอนนี้กลับยัดเยียดความผิดมาให้ข้าเช่นนี้นะรึ…” นางพูดไป หางตาก็เหลือบไปทางประตูที่พังราบของเรือนข้างอย่างเป็นนัย “ข้าแค่ใช้แผนการเดียวกันมาตลบหลังตอนจบก็เท่านั้น ส่วนความดีความชอบหลักๆ คงไม่กล้ายกให้ตัวเองทั้งหมดหรอก!”
ฉู่ฉีเหยียนถูกนางทำให้พูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง กลางอกของเขาคล้ายมีความอึดอัดที่ไม่อาจระบายออกมาได้
“เจ้ายอมรับ?” ฉู่ฉีเหยียนเอ่ยปากในท้ายที่สุด จะมากจะน้อยอย่างไรก็ยังรู้สึกว่าเหลือเชื่ออยู่ดี
พวกคนที่เล่นลูกไม้เจ้าแผนการ