เท่าไร ฉู่อี้อันถึงเรียกตัวเองกลับมาจากภวังค์
เขาเงยหน้ามองฉู่สวินหยางหนหนึ่ง สายตาคู่นั้นยังเหมือนอย่างที่เคย สุดท้ายก็โบกมือให้ “เจ้ารู้หนักเบาก็พอแล้ว”
“เจ้าค่ะ” ฉู่สวินหยางตอบรับ ถอนหายใจอย่างโล่งอก
นางสองจิตสองใจ เอ่ยอีกว่า “ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ”
“เด็กโง่” มุมปากของฉู่อี้อันยกเป็นรอยยิ้ม แล้วฝังหน้าลงกองเอกสารบนโต๊ะต่อ
เขาเป็นคนไม่แสดงออกทางอารมณ์ แต่วินาทีที่เขาก้มหน้า ฉู่สวินหยางมั่นใจว่าได้ยินเสียงลมหายใจของเขาคล้ายมีเสียงทอดถอนใจอันเปล่าเปลี่ยวปะปนอยู่
แต่ว่าวินาทีนี้…
ไม่เหลือเส้นทางอื่นให้นางเลือกเดินแล้วจริงๆ
ฉู่สวินหยางเห็นว่าเขายังมีเอกสารต้องจัดการ นางจึงไม่รั้งอยู่นาน เอ่ยขอตัวกับเขาแล้วเดินไปที่ประตู แต่นางก็อดจะหันกลับไปมองบุรุษที่นั่งก้มหน้าวุ่นวายอยู่หลังโต๊ะอย่างลึกซึ้งอีกครั้งไม่ได้
“ท่านพ่อ ถ้าสักวันหนึ่งประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอย ข้าหวังเพียงท่านพ่อจะอภัยให้ข้า” นางคล้ายพูดกับตัวเองอยู่ในใจ
ครั้นกล่าวจบแล้ว นางก็หมุนตัวหนี
จากไปในที่สุด
เมื่อประตูปิดลง ความเงียบสงัดกลับมาเยือนห้องนี้อีกครั้ง
ฉู่อี้อันเงยหน้าขึ้นมาจากจดหมายราชการ สายตาวุ่นวายสับสน จ้องมองภาพเงาที่ทอดรอ