ดหน้ากลับมาแล้วตวาดใส่ว่า “เจ้าไปเจอซูหว่านมาหรอ ข้าบอกเจ้าแล้วว่าทีหลังให้ติดต่อกับพวกนั้นน้อยๆ หน่อย”
เสียงดังของฉู่ฉีฮุยทำให้ฉู่เยว่เหยียนตกใจ นางจึงรู้สึกไม่พอใจบ้าง โยนแท่นทับกระดาษลงบนโต๊ะแล้วเด้งตัวยืนขึ้น เอ่ยอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ “พี่ใหญ่รู้เรื่องนี้จริงๆ ด้วย ในเมื่อรู้แล้ว เหตุใดตอนนั้นไม่ตีเหล็กตอนร้อน ผลักนางออกมารับผิด”
หากฉู่สวินหยางถูกตัดสินด้วยโทษทำร้ายบุตรสาวขุนนางจนเจ็บหนัก ต่อให้นางเก่งกาจสักเพียงใด ก็ต้องกลายเป็นขยะไปชั่วชีวิต
เพราะว่าซูหว่านกับฉู่สวินหยางเคยบาดหมางกัน ดังนั้นตอนแรกที่ได้ยินเรื่องนี้จากซูหว่าน ฉู่เยว่เหยียนยังไม่ค่อยเชื่อนัก แต่บัดนี้มีฉู่ฉีฮุยยืนยันอีกแรง จึงรู้สึกเสียดายเป็นที่สุด
นางโกรธจนเลือดขึ้นหน้า เบิกตากว้างจ้องฉู่ฉีฮุยเขม็ง
ฉู่ฉีฮุยรู้ว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมานั่งวิเคราะห์ผลดีเสียที่มีต่อราชสำนักให้นางฟัง จึงไม่ได้อธิบายออกไป เพียงตอบว่า “เจ้าก็รู้นี่ว่าการกระทำของนางไม่ถูกต้อง หากว่าแพร่งพรายออกไป พวกเราวังบูรพามีแต่จะเดือดร้อนไปด้วย”
ฉู่เยว่เหยียนเชื่ออย่างสนิทใจ จึงหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน “ท่านมองคนอื่นเป็นน้อง เป็นคนในครอบครัว แต่คนอื่นหาได้นับท