่านเป็นพี่ชายไม่ พี่ใหญ่ เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ ท่านก็พูดกับข้าตามจริงเถอะ…”
นางพูดไปแล้วก็เงียบ ดวงไฟในสองตาคล้ายจะแผดเผารุนแรงยิ่งกว่าเก่า เอ่ยเสียงน่ากลัวว่า “เรื่องนี้ ท่านคิดจะจัดการอย่างไรกันแน่”
ฉู่ฉีฮุยเองก็ลำบากใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสัญชาตญาณที่เกรงกลัวฉู่สวินหยาง แต่ประเด็นหลักคือไม่รู้จะชี้แจงต่อฉู่อี้อันอย่างไร
หลังจากชั่งน้ำหนักในใจอยู่นาน สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา “คนในครอบครัวฟาดฟันกันเอง ไม่ใช่สิ่งที่ท่านพ่อต้องการเห็นแน่”
หากว่าฉู่สวินหยางอยู่ตรงนี้ คงจะสบถว่า ‘เสแสร้ง’ ออกมาแล้ว
ฉู่เยว่เหยียนได้ฟังก็วางใจ ยิ้มเย็นเอ่ยว่า “ได้ฟังคำนี้ของพี่ใหญ่ก็พอแล้ว เรื่องนี้เดิมพวกเราไม่จำเป็นต้องลงมือเอง ใครใช้ให้นางล่วงเกินผู้อื่นไปทั่วกัน แต่พอถึงเวลานั้น…”
“พอแล้ว!” ฉู่ฉีฮุยคิ้วกระตุก ตวาดเสียงเข้มตัดบทนาง
ฉู่เยว่เหยียนเลิกคิ้วด้วยความฉงน
ฉู่ฉีฮุยมองนางอย่างเคร่งขรึมแล้วบอกกับนางว่า “ไม่ต้องพูดอะไรกับข้าทั้งนั้น เจ้าก็ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง เข้าใจหรือไม่”
น้ำเสียงของเขาตรงท้ายประโยคพลันกดต่ำลงอีก ทั้งเจือกระแสตักเตือนอยู่ชัดเจน
ฉู่เยว่เหยียนตกใจ เดินเข้าไปหาด้วยความร้อนรนทันที “แต่ว่า