ดียวแล้ว แน่นอนว่าไม่อาจโต้เถียงกับพี่ชายได้ จึงลุกเดินเข้าไปด้านในเงียบๆ
ช่วงกลางวันมีผู้คนทยอยมาร่วมพิธี หากญาติที่เป็นสตรีมาถึง เซี่ยชิงเหยาก็จะออกมาคารวะ
พอเห็นว่าจะถึงเวลาบ่าย ผู้ดำเนินพิธีตะโกนขึ้น“นายท่านและไท่ไท่จากตระกูลจางแห่งเหอตงมาถึงแล้วขอรับ”
ตระกูลจางแห่งเหอตงเป็นตระกูลฝังหย่งชังปัวฮูหยิน และยังเป็นตระกูลใหญ่ในท้องถิ่นไม่นานทั้งกลุ่มก็เดินเข้ามา เสียงร้องไห้ดังระงม
สตรีสองสามนางโผกอดเซี่ยชิงเหยาไว้พร้อมกับร้องไห้ จากนั้นก็พยุงกันเข้าไปด้านในห้องโถง
หนึ่งในนั้นมีสตรีนางหนึ่งเช็ดน้ำตาแล้วกอดเซี่ยชิงเหยาไว้แน่น “โถ หลานคงจะลำบากมากแน่เลย ปั้าสะใภ้ขอโทษที่มาสายไป”
หญิงสาวกลุ่มนี้มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทุกคนต่างล้อมรอบเซี่ยชิงเหยาไว้แล้วพูดว่าเห็นใจนางเหลือหลาย
สถานการณ์เช่นนี้ การมีอยู่ของเจียงซื่อก็ค่อยๆหายไป
“ตอนนี้ใครเป็นผู้ดูแลเรื่องในจวน” สตรีนางหนึ่งเอ่ยถาม
เซี่ยชิงเหยาเอาแต่ร้องไห้ไม่พูดไม่จา
สตรีนางหนึ่งสบสายตากับผู้อื่น แค่เด็กสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่ง จะเข้าใจขนบธรรมเนียมประเพณีพวกนี้ได้อย่างไรกัน
“ชิงเหยาเอ๋ย พอท่านยายของเจ้าทราบข่าวว่าแม่ของเจ้าตายก็เป็นลมหมดสติไปทันที ขณะที่หมดสติก็ยังพูดพึมพำชื่อเจ้าออกมา เหล่าไท่ไท่เป็นห่วงเจ้ามากนะ” สตรีนางหนึ่งเช็ดน้ำตา พลางเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “เจ้าอย่ากลัวไปเลย มีข้ากับท่านลุงของเจ้าอยู่ จะต้องจัดการเรื่องงานศพของพ่อกับแม่เจ้า