่อก่อนนางเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรียิ่งกว่าอะไรทั้งปวง
เนื่องจากมารดาของนางเสียไปตั้งแต่นางยังเล็กหนำซ้ำตำแหน่งของบิดาก็ไม่อาจส่งต่อให้ลูกหลานรุ่นต่อไปได้ ทำให้ตั้งแต่นั้นมานางจึงถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ มาตลอด ไม่ใช่สายตาที่แสดงความเห็นอกเห็นใจ แต่เป็นสายตาดูแคลนแกมสมเพชเสียมากกว่า ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่นางไม่ต้องการเลยสักนิด
นางจึงแสดงออกว่าตัวเองไม่ได้แยแสหรือใส่ใจเพื่อที่คนอื่นจะไม่สามารถดูถูกนางได้
แต่หลังจากนางผ่านความเป็นความตายคราวนั้นกลับทำให้นางโตขึ้นและเข้าใจอะไรมากขึ้น
“อย่างไรเสียก็ไม่ได้เห็นเองกับตา ครั้นจะพูดว่าน่ากลัวก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก” เจียงซื่อหยิบขนมเหมยกุยซู[3]ชิ้นหนึ่งส่งให้เซี่ยชิงเหยา
เซี่ยชิงเหยากัดชิมขนมรูปทรงดอกกุหลาบที่ถูกทำขึ้นอย่างพิถีพิถันพลางร้องขึ้นว่า “อาเฉี่ยวนี่เป็นสมบัติล้ำค่าจริงๆ ทำขนมนี้ออกมาได้อร่อยยิ่งนัก”
หลังจากที่กินขนมเหมยกุยซูไปชิ้นหนึ่งแล้ว เซี่ยชิงเหยาก็บรรจงเช็ดมุมปากและคร่ำครวญต่อว่า“หลิวเซียนกูเก่งกาจเสียขนาดนั้น ขนาดท่านแม่ของข้ายังมองว่านางเป็นเทพในแดนมนุษย์ ใครจะไปคาดคิดว่าจะมาตายง่ายๆ เช่นนี้”
“คนที่ให้ไปเชิญหลิวเซียนกูมาคือท่านปั้า?”
เซี่ยชิงเหยาคุยกับเจียงซื่อได้ทุกเรื่อง นางไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง “ใช่สิ แต่เชิญหลิวเซียนกูมาด้วยเหตุอันใด ท่านแม่กลับไม่เคยเอ่ยสักคำ พอวันนี้ได้ยินว่าหลิวเซียนกูถูกฆ่าตาย ท่านแม่ของข้าก็นั่งน้ำตานองอยู่นาน