ยู่นานเป็นสิบปีสติหลุดได้ทันที
“อะแฮ่ม… ผู้นั้นบอกว่า… ท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจ เรื่องก็ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว คนผู้นั้นไม่มีหลักฐาน แต่หากท่านต้องการหลักฐานก็คงต้องไปง้างปากหาความจริงจากคนในเหตุการณ์นั้นเอง…” กว่าอาเฟยจะพูดจบน้ำตาของเขาก็แทบร่วง
สั่งให้มาพูดจาเช่นนี้แทบไม่ต่างอะไรกับสั่งให้ข้าไปตายเลยจริงๆ
เขาไม่เพียงแต่อ่านหนังสือไม่ออกเท่านั้น แม้แต่ความกล้าที่จะเปิดจดหมายดูก็ยังไม่มี หรือต่อให้เปิดดูแล้วเขาก็ไม่รู้ว่าในจดหมายเขียนอะไร ยิ่งไปกว่านั้นคือเขาไม่มีทางรู้ว่ากำลังเขียนถึงเรื่องอะไร
“แล้วผู้นั้นรู้ได้อย่างไร”
อาเฟยกลอกตา “แล้วข้าจะไปรู้ได้อย่างไร! ถ้าข้ารู้มากกว่านี้ เด็กวิ่งส่งจดหมายก็คงไม่ใช่ข้าแล้วพี่ชายว่าจริงไหมล่ะ ผู้นั้นบอกเพียงว่า เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เขาแค่บังเอิญไปรู้มาเท่านั้น”
ชายก้มหน้าบรรจงอ่านจดหมายทีละตัวอีกรอบและจู่ๆ ก็ยัดจดหมายเข้าปาก เคี้ยวๆ แล้วกลืนลงคอ
อาเฟยที่เห็นเหตุการณ์ได้แต่ตกตะลึงอ้าปากค้าง
“มากับข้า!” ชายลากอาเฟยเข้าไปในตรอกลึก
แม้ว่าบ้านของชายผู้นั้นจะดูซอมซ่อแต่กลับดูสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบอย่างไม่น่าเชื่อ
“แม้ว่าจะไม่รู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเจ้าต้องการอะไรแต่ในเมื่อส่งเจ้ามาก็หมายความว่าต้องการให้เจ้านำบางอย่างกลับไปด้วยจริงไหม”
“แน่นอน” อาเฟยตอบอย่างไม่ลังเล
ชายหลับตาลงพลางเอ่ย “เจ้าดูแลตัวเองแล้วกันเพราะข้าไม่เก่งทำอาหาร”