มารดาเลยกล้ารังแกกันขนาดนี้”
ทันใดนั้นอาเฉี่ยวก็สะกิดอาหมานให้หยุดพูด “อาหมาน เจ้าพูดให้มันน้อยลงกว่านี้ได้หรือไม่”
“เอาล่ะ เรื่องแค่นี้เองทำให้พวกเจ้าพูดมากกันขนาดนี้เชียว” เจียงซื่อดวงตาฉายแววขำขันน้ำเสียงไม่มีแววโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย
“คุณหนูหรือว่าเราจะต้องทนไปอย่างนี้หรือเจ้าคะ” อาหมานกระทืบเท้าอย่างไม่พอใจ “พ่อของบ่าวเคยบอกไว้ว่า ม้าดีมักถูกใช้งานหนัก คนดีมักถูกรังแก พวกเราอดทนครั้งนี้ ต่อไปก็ยังต้องอดทนอีก จะต้องอดทนไปถึงเมื่อไหร่กันเจ้าคะ”
เจียงซื่อยิ้มมีเลศนัย “คำพูดของลุงเจียงนี่ก็มีเหตุผลเหมือนกัน”
พอเห็นเจียงซื่อไม่ได้แสดงท่าทีอะไร อาหมานมองซ้ายขวาทันใดนั้นก็กล่าวเสียงเบา “ไม่สู้ให้บ่าวจับแม่ครัวใส่กระสอบไปทุบตีสักยก รับรองว่าบ่าวจะไม่ทำถูกจับได้แน่นอน”
บิดาของอาหมานคือคนติดตามของเจียงอันเฉิงมีวรยุทธ์ติดตัว อาหมานจึงได้ร่ำเรียนเพลงหมัดมวยมาตั้งแต่เด็ก แค่นางคนเดียวล้มผู้ชายตัวใหญ่ได้สองสามคนก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร
“แก้ที่ปลายเหตุมิสู้แก้ที่ต้นเหตุ” เจียงซื่อตบแขนอาหมาน ยิ้มและเอ่ยตอบ “อาเฉี่ยวเจ้าเก็บอาหารที่ยังไม่ได้กินพวกนี้ลงในกล่องเหมือนเดิมยังไม่ต้องทิ้งไปไหนทั้งนั้น ส่วนอาหมาน ตอนบ่ายนี้เจ้าไปชื้อของให้ข้าหน่อย เดี๋ยวข้าจะจดใส่กระดาษให้เจ้า”
อาหมานยังอยากพูดต่อ แต่กลับถูกอาเฉี่ยวลากออกไป
เมื่อหยุดตรงระเบียงทางเดินอาหมานจึงพูดออกมาอย่างหงุดหงิด “จะทำแค่นี้เองจริงหรือ”
อา