้อมกันเลย” บุรุษพยักหน้าหงึกๆ
ความคิดประหลาดๆ พลันแล่นขึ้นในหัวของเจียงจั้น
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด บุรุษคนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคนเข้าถึงยาก แต่เขากลับเป็นมิตรกับเขาเป็นอย่างมาก
ใบหน้ารูปงามก็กลายเป็นข้อดีได้อย่างนั้นรึ
ไม่น่าใช่ บุรุษคนนี้รูปงามกว่าเขาเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น
บางทีคงเป็นคนที่เข้าใจซึ่งกันและกันล่ะกระมังคนสองคนกับสุนัขหนึ่งตัว พากันวิ่งออกจากตรอกซอยลับอันยาวจนถึงหน้าถนนที่เต็มไปด้วยความคึกคักด้วยลมหายใจเพียงฮึดเดียว
ใต้แสงตะวันที่กำลังสาดส่อง เจียงจั้นพลันเกิดความรู้สึกเหมือนเป็นผู้รอดจากภัยพิบัติ เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ กุมมือพร้อมกับยิ้มให้บุรุษผู้นั้น“ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยชีวิตข้าไว้ ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอย่างไรหรือ”
บุรุษชะงักไปครู่หนึ่งถึงกล่าว “เจ้าเรียกข้าว่าอวี๋ชีก็ได้”
แนะนำตัวเสร็จ ก็ยังมิวายแนะนำสุนัขตัวใหญ่ข้างกายด้วย “มันชื่อเอ้อร์หนิว”อายุของบุรุษคนนี้น่าจะมากกว่าตนหนึ่งหรือสองปี เจียงจั้นจึงเรียกขานออกไป ‘พี่อวี๋ชี’ จากนั้นโบกมือกับสุนัข “ว่าไง เอ้อร์หนิว”
สุนัขมองหน้าเจียงจั้นด้วยความมึนงง จากนั้นก็หันหน้าหนี
โดนสุนัขเมินหน้าหนีซะงั้น ข้าก็แค่เข้าใจผิดคิดว่าเป็น ‘หน้าม้า’ เอง ยังจำได้อยู่อีกหรือ!
เจียงจั้นส่งเสียง ฮึ่ม ใส่หนึ่งที แล้วเอ่ยถามอวี๋ชี“ไม่ทราบว่าเรือนของพี่อวี๋ชีอยู่ทางไหน ข้าน้อยจะขอเข้าไปเยี่ยมเพื่อแสดงความขอบคุณ”
หากพี่อวี๋ชีอยากทำความด