เจียงซื่อยิ้มอย่างแผ่วเบาหนึ่งที “พี่รองฟังไว้ก็พอเจ้าค่ะ”
“ข้าก็ว่า ท่านย่าใช่คนแบบนั้นที่ไหนกัน!”เจียงจั้นถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางมองสายตาอันเงาวับของเจียงซื่อ
เมื่อก่อน เขาอยากทำความสนิทสนมกับน้องสาวมาก แต่มักรู้สึกว่าน้องสาวของตนเป็นคนที่หาถึงได้ยาก ถ้าคิดอยากจะพูดเสียงดังหน่อย ยังต้องคิดแล้วคิดอีก แต่ตอนนี้เขากลับพบว่าน้องสาวของเขาน่ารักขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก“พี่รองหยุดวิจารณ์ท่านย่าก่อนเถอะ หากแพร่งพรายออกไปจะกลายเป็นขี้ปากผู้อื่นได้”
ใบหน้ารูปงามของเจียงจั้นแสดงไว้ด้วยรอยยิ้มอย่างคนโง่ “ข้าจะพูดต่อหน้าน้องเท่านั้น ว่าแต่น้องสี่เรียกข้ามาด้วยเหตุอันใดรึ”
“พี่รองนั่งลงเสียก่อน” เจียงซื่อชี้ไปที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง ส่วนนางนั่งลงที่เก้าอี้ฝังตรงข้าม
อาเฉี่ยวยกน้ำชาวางไว้ด้านหน้าเจียงจั้นเจียงจั้นยกน้ำขาขึ้นดื่มหนึ่งอึก
แม้เขาไม่ชอบการชิมชาและแต่งกลอน แต่เพื่อไว้หน้าน้องสาว เขาย่อมยอมทำได้
“พี่รองไปหอนางโลมปีชุนบ่อยใช่หรือไม่” เมื่อคืนตอนที่เจียงซื่อลงน้ำไปช่วยคน ตอนนี้เล็บมือยังเย็นไม่หาย นางจึงถือถ้วยน้ำชาร้อนๆ เอาไว้พลางเอ่ยถามอย่างยิ้มแย้ม
พรวด—— เจียงจั้นถึงกับสำลักน้ำชาออกมา
เจียงซื่อไม่ได้รีบร้อน ใช้มือกุมแก้วรอพี่ชายสงบสติอารมณ์
เจียงจั้นพยายามเก็บความรู้สึกอยากหนีเอาไว้พลางเอ่ยด้วยสีหน้าตึงเครียดแต่ฝืนยิ้ม “ใช่ที่ไหนกัน ประตูหอนางโลมปีชุนอยู่ที่ไหนข้ายังไม่รู้เลย!ใครมาเปั่าหู