ถึงความลังเลในสายตาของลูกชาย เขาพูดเสียงตํ่า
“ลูกรีบกลับไปเถอะ บอกแค่ว่าหาพ่อไม่เจอ ไม่เห็นและไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น”“แต่ว่า…” เขารู้สึกว่ามีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง แต่ก็พูดไม่ออก“ยังไงซะอวี่เจ๋อก็เป็นคนนอก!” อวิ๋นอี้ฟานพูดอวิ๋นเฉียวก็อยากพูดโน้มน้าวตัวเองแบบนี้ แต่หลายปีมานี้อวี่เจ๋อเป็นคนอื่นเหรอ? ต่อให้เป็นคนนอก พวกเขาจะทำให้อวี่เจ๋อตาย เพียงเพราะผลประโยชน์ของตัวเองอย่างนั้นเหรอ?“เขาไปทำให้ใครไม่พอใจกันแน่?” อวิ๋นเฉียวถาม“หยูอี้ซิน เขาไม่ได้โปรเจคสมาร์ตซิตี้จึงโกรธแค้นมาก”หยูอี้ซิน สามคำนี้ทำให้อวิ๋นเฉียวรู้สึกหนังหน้าตึงชา ในที่สุดเขาก็ไม่ดึงดันต่อ พูดโน้มน้าวใจตัวเองว่า จะโทษพ่อไม่ได้ ใครใช้ให้อวี่เจ๋อไปยั่วโมโหหยูอี้ซินล่ะ? ตอนแรกตนก็เคยเกลี้ยกล่อมอวี่เจ๋อ โปรเจคนี้ให้ใครทำก็ไม่ให้ อี้ซินกรุ๊ปมีเงินมีอำนาจ ทำไมไม่ให้พวกเขาทำล่ะ? แต่อวี่เจ๋อก็ไม่ฟัง!อวิ๋นเฉียวเดินออกจากตึกไปด้วยความสับสน พอเข้าไปในรถ จู่ๆ เขาก็รู้สึกกลัดกลุ้มในอก เขาเปิดประทุนรถ แล้วเหยียบคันเร่งจนมิด วิ่งอุตลุดอยู่บนถนน ลมเหมือนกับมีดคมที่พัดผ่านข้างหูเขาไป รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดในวันข้างหน้า เหมือนจือซ่านกำลังกวักมือเรียกอยู่ข้างหน้า เขารีบเร่งความเร็วเห็นได้ชัดว่าเธออยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว แต่เขากลับตามเธอไม่ทัน! เขารู้สึกไร้ประโยชน์ หลายปีมานี้เขาก็ไร้ประโยชน์อยู่อย่างนี้!จู่ๆ อวิ๋นเฉียวก็อยากร้องไห้โฮ พออ้า