ึ่งใช้จ่ายเท่าใดทางราชสำนักจะไม่สนใจ แต่พวกเขา ไม่อาจร้องขอจากราชสำนักเพิ่มแม้แต่แดงเดียว
ปัจจุบันเสิ่นจื่ออีเป็นผู้กำกับดูแลราชสกุล
ท้องพระคลังว่างเปล่า มีเงินให้ใช้สอยไม่มากนัก ทว่าคลังส่วน พระองค์ของเสิ่นหลางเป็นมรดกตกทอดจากคลังส่วนพระองค์ของฮ่องเต้พระองค์ก่อน ๆ แม้สุรุ่ยสุร่ายใช้สอยไปกว่าครึ่งที่เหลืออยู่ก็ยังนับว่ามาก
เพียงแต่ถ้าใช้จ่ายไม่ยั้งมือ ต่อให้มีเป็นภูเขาเลากาแต่นานวันเข้าก็ ย่อมหมด
อยากจะอยู่ยั่งยืน ต้องมีวิธีการในระยะยาวเสิ่นจื่ออีจึงมองการณ์ไกลกว่าคนอื่น นางสะกดเสียงไม่พอใจทั้งหลายในสกุลเสิ่น มอบเงินก้อนใหญ่นั่นแก่เจียงเสวี่ยหนิง ใคร่ทำการค้าใดก็ทำ หลังได้กำไรก็ให้นางหักค่านายหน้าสองส่วน
สมควรทราบว่าในมือนางยังมีกิจการที่ขาดแคลนเงินอยู่ไม่น้อยจริง ๆ
มิหนำซ้ำเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้จะก่อเกิดอำนาจใหญ่โตตั้งเท่าใด ย่อมหมายถึงการค้าที่มีแต่กำไรมั่นคงไม่ขาดทุนนั่นเอง เจียงเสวี่ยหนิงจึงไม่มี เหตุผลจะปฏิเสธ
นางชูนิ้วให้เซี่ยเวยนับ “ท่านดูสิ ทั้งต้องเป็นผู้ดูแลคลังของ เชื้อพระวงศ์ ทั้งยังต้องจัดตั้งสถานศึกษาสตรี มีเรื่องต้องจัดการตั้งเท่าใด คนเข้า ๆ ออก ๆ แบบนี้ สำนักพระราชวังมีที่แค่นั้นจะพอได้อย่างไร ไม่ กว้างขวางสู้ตำหนักคุนหนิงหรอก”
เซี่ยเวยก็ยังรู้สึกว่าเสิ่นจื่ออีจงใจทำให้เขาหงุดหงิดอยู่ดี
เขาไม่พูดอะไรต่อ
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขาเป็นเช่นนี้ก็รู้ว่าเขาขุ่นเคือง พลันนึกไปถึง