วาใช้ความคิด
ด้านหลังเป็นแถวตู้จัดวางสมบัติเรียงราย อีกด้านหนึ่งเป็นกำแพง หนังสือ ทั้งยังมีลิ้นชักฝังกำแพงหลายชิ้น ตัวลิ้นชักยังมีห่วงทองแดงลายกิ่งไผ่เมฆมงคลอะไรเทือกนั้นประดับด้วย
ตอนแรกไม่ได้สนใจ พอเงยหน้าจึงเห็นว่าลิ้นชักหนึ่งในนั้นมีพู่สีดำ เส้นเล็กห้อยมาจากมุมหนึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงหยุดฝีเท้า
นางม้วนนิ้วกับพู่ เดิมยังคิดว่ามันเผลอถูกห้อยไว้ที่ใดสักแห่ง ไม่นึก เลยว่าจะเชื่อมต่อกับในลิ้นชัก นางจึงเกี่ยวห่วงดึงลิ้นชักออกมาครึ่งหนึ่ง
ยามนี้จึงเห็นชัดเจนว่าพู่ไหมผูกไว้กับตราประทับ
ภายในยังวางมีดสั้นใบดาบบางที่คุ้นตา
ด้านล่างทับกระดาษไว้หลายแผ่น ลายมือนั้นบิดเบี้ยวโย้เย้ปานรอย สุนัขตะกุย นางซึ่งเป็นเจ้าของเดิมเห็นแล้วอดหน้าแดงไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงกัดฟันเบา ๆ อยากจะหยิบมันออกมาดูคาดไม่ถึงว่ามือข้างหนึ่งจะยื่นเข้ามา ดันลิ้นชักกลับเข้าที่อย่างแน่นหนาก่อนนางจะทันได้หยิบไป จึงมองไม่เห็นอีกว่าภายในนั้นมีอะไร
เจียงเสวี่ยหนิงชะงัก หันหน้ากลับมาทันที
ไม่รู้ว่าเซี่ยเวยกลับมาแล้วตั้งแต่เมื่อใด อีกมือถือชามเกี๊ยว เวลานี้ กำลังยืนตระหง่านสูงกว่านางครึ่งศีรษะอยู่ด้านหลัง มองนางด้วยใบหน้าเกร็งเขม็ง “ใครอนุญาตให้เจ้าหยิบจับวุ่นวาย”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่สำนึกผิดสักนิด
ซ้ำยังเชิดคางเรียวงามส่งเสียงหึเบา ๆ มองเขาเหมือนจิ้งจอกน้อย ขโมยปลา “ทำไม ค้นไม่ได้หรือ”
เซี่ยเวยวางเกี๊ยวชามนั้น
เจียงเสวี่ยหนิงเดิมก็เ