ป็นผู้ที่ให้สีย้อมผ้าสามสีก็เปิดโรงย้อมผ้าได้ทั่ว เมืองหลวง[1]แน่นอนว่าไม่ยอมปล่อยเขาไป ทั้งยังเข้าไปหยั่งเชิง “เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่ากระดาษคำตอบในนั้นคุ้นตาเสียจริงใครกันนะผิดทำนองคลองธรรม ใหญ่หลวง ถึงกับกล้าอ้างว่าจะทำสารพัดวิธีจัดการปราชญ์ขงจื่อกระดาษ คำตอบพวกนี้สมควรให้จับตัวคนตอบมาประนามแรง ๆ เสียที…”
เซี่ยเวยเม้มปากจ้องนางเขม็ง
เจียงเสวี่ยหนิงซบบ่าเขาแล้วกล่าว “เซี่ยเซียนเซิง บอกข้าหน่อยสิว่าท่านรู้สึกอย่างไร”
ตอนนั้นนางร่วมศึกษาอยู่ตำหนักเฟิงเฉิน ถูกเขาบริภาษหาเรื่องจับผิดทุกวี่ทุกวัน คนอื่น ๆเลิกเรียนไปแล้วนางยังต้องฝึกพิณที่ตำหนักข้างต่อ ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นเป็นนักปราชญ์ที่ทำให้ใคร ๆ รู้สึกว่าอ่อนโยนดุจ ลมวสันต์ ลับหลังกลับเข้มงวดชวนให้นางประหวั่นใจอยู่เสมอ
ไหนจะตอนสอบคัดเลือกครั้งนั้น…
คนผู้นี้รั้งนางไว้แล้วพูดคุยด้วยสองประโยค ก็ทำเอานางกลัวแทบ ร่ำไห้
แต่กระดาษคำตอบนี้…
เซี่ยเวยไม่ตอบ เพียงหันหน้ามา “เจ้าหิวหรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงส่ายศีรษะ
ตอนนี้นางไม่หิวแล้ว อุตส่าห์คว้าหางเปีย[2]ของเซี่ยจวีอันผู้นี้ได้ สายตาจึงเปียมความตื่นเต้น เผลอลืมไปว่าทุกเรื่องต่างมี ‘ขอบเขต’ของมัน ยัง ถามแหย่ไม่ยอมเลิก “ข้าจำได้ว่าท่านทำขนมแผ่นท้อให้ ข้าเลยให้ โจวเปั่าอิงไปหลายชิ้น ตอนหลังท่านก็โมโห…”
คำพูดต่อจากนั้นถูกกลืนหาย
วงแขนของเซี่ยเวยพลันรวบเอวแน่งน้อยแน่นใบหน้าเรียบเฉยของ เขาแฝงความสง