บที่แม้จะถูกคนจับจุดอ่อนก็ยังคงเยือกเย็น จากนั้นก็ประทับปิดริมฝีปาก
นางส่งเสียงอืออาไม่เป็นคำ
ผ่านไปครู่ใหญ่จึงถูกปล่อยตัว รู้สึกหัวหมุนตาลายไปหมดเซี่ยเวยนั่งลงบนเก้าอี้ไท่ซือหน้าโต๊ะหนังสือจากนั้นก็โอบนางมานั่ง ตัก ฉีกยิ้มอารมณ์ดีขณะถาม “อยากรู้อะไรล่ะ ข้าจะบอกเจ้าทุกอย่างเลย”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นดังนั้นพลันบังเกิดความขลาดอยู่บ้าง
เซี่ยเวยตัวสูงชะลูดขาก็ยาว เมื่อกอดตนนั่งบนตัก ฝั่าเท้าสวมถุงเท้า ผ้าไหมของนางก็แตะไม่ค่อยถึงพื้น ยิ่งทำให้ใจเต้นระส่ำระส่ายแทบจะกลัวหัวหดทันที เปลี่ยนไปใช้น้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจแทน “ไม่อยากรู้แล้ว ข้าไม่อยากรู้อะไรทั้งนั้น”
เซี่ยเวยก็รู้ว่านางเป็นเต่าหดหัว ระหว่างโอบเอวจึงหยิกเนื้ออ่อนนุ่มที่สะโพกคราหนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าไม่จางแม้แต่น้อย “เมื่อครู่ไม่ใช่ว่ายังสงสัยมากอยู่เลยหรือ เซียนเซิงจะค่อย ๆ สอนเจ้าทีละนิดเอง”
เจียงเสวี่ยหนิงตั้งตัวไม่ทัน หลุดครางทีหนึ่ง
เนื้อเสียงของนางอ่อนหวานนุ่มนวลอยู่แล้วยามนี้ยังเจือความตกใจ ปนหอบเล็กน้อย สองตาที่ยิ่งหยาดเยิ้มมองเขาอย่างน่าเวทนา “ข้าผิด ไปแล้วเจ้าค่ะ”
เนื่องจากยังไม่ได้วิวาห์กัน พอล่วงเข้ายามวิกาลหน่อยยังต้องส่งตัว กลับจวนท้ายที่สุดเซี่ยเวยจึงไม่ได้ทำอะไรนาง
เพียงนั่งกอดนางเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วสิ่งที่ได้ยินในสำนัก มหาบัณฑิตเมื่อช่วงเย็นก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมา
เจียงเสวี่ยหนิงถามเขา “ท่านไม่มีอะไรอยากถามข้าหรือ