ว่ากลับถามด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ“เสิ่นจื่ออีไม่ได้ปากมากใช่หรือไม่”
เจี้ยนซูส่ายหน้า “ไม่ขอรับ”
เซี่ยเวยหลุบตา ยกถ้วยเทชาร้อนที่ชงรอบแรกรดฝาของปั้านชาจื่อซา
เขาพูดขึ้นอีกครั้งหลังผ่านไปครู่หนึ่งว่า“นับว่านางชาญฉลาด ในเมืองวุ่นวาย คอยดูความปลอดภัยขององค์หญิงอย่าให้คลาดสายตา”
เจี้ยนซูเข้าใจดี เขาเพียงรับคำ “ขอรับ”เซี่ยเวยไม่กล่าวอะไรอีก เขาชงชาด้วยจิตใจอันสงบนิ่งคล้ายกำลังรอ การมาถึงของใครบางคน
เวลาผ่านไปครึ่งเค่อ เตาฉินก็พาคนคนหนึ่งเดินเข้ามาในสวน
เซี่ยเวยยืนอยู่บนบันไดข้างศาลา เงยหน้ามองตรงไป ในมือของเขาถือถ้วยชาอันว่างเปล่า
จางเจอสวมเพียงชุดยาวสีน้ำเงินอันเรียบง่ายไม่ได้สวมชุดทางการ ใบหน้าจริงจังไร้ซึ่งรอยยิ้มเช่นเคย ประดุจต้นสนหยั่งรากลึกบนภูเขาสูง หาได้ไหวเอนไปตามพายุฝนไม่ ทั้งยังประหนึ่งหินผาสูงตระหง่านทานทน กลางหิมะทำให้รู้สึกถึงความสงบ
มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่ามีนิสัยเช่นไร
ไม่หวาดกลัว ไม่หลบซ่อน แม้จะผ่านมาสองสามปีก็ยังคงผ่าเผย เที่ยงธรรม
เซี่ยเวยบีบถ้วยชาที่ถือเล่นแล้วคลายออกอย่างเชื่องช้า เขาสะกด ความรู้สึกลงไป มองคนที่เดินใกล้เข้ามาแล้วเอ่ยยิ้ม ๆ ราวกับได้เจอคนคุ้นเคยว่า “ใต้เท้าจางมาเยือนจากเมืองหลวงทั้งที คนแซ่เซี่ยกลับมีงานการติดพัน มิอาจไปต้อนรับด้วยตนเอง ได้แต่ส่งลูกน้องไปรับ หวังว่าจะไม่ ถือสา”จางเจอเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยเอ่ยวาจามาแต่ไหนแต่ไร ยิ่งมาเจอ เซี่ยเวยที่มีฝีปาก