อกอมยิ้ม แต่เมื่อก้มเห็นจดหมายในมือ สีหน้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
เขาก้าวเข้าไปในลาน
หน้าต่างตัวเรือนใกล้ ๆ เปิดอยู่ เจียงเสวี่ยหนิงนั่งหน้าโต๊ะ กำลังดีด สายพิณตามห้วงอารมณ์ ส่วนเซี่ยเวยยืนอยู่ด้านข้าง มองและฟังนาง บรรเลงเงียบ ๆ
นางถอนหายใจเมื่อบรรเลงเพลงจบในที่สุดจากนั้นหันหน้าถามด้วยความตื่นเต้นว่า “เป็นเช่นไรบ้าง ครั้งนี้ข้าบรรเลงได้ถูกหมดเลยใช่หรือไม่ เช่นนั้นครึ่งชั่วยามต่อจากนี้ก็พักได้แล้วสินะ”
เซี่ยเวยมุมปากกระตุกทันทีที่ได้ยิน
สายตาเยียบเย็นปราดมองดวงตาเปียมความหวังของนาง รู้ดีว่านางกำลังพนันกับเขา ที่พูดว่าเมื่อบรรเลงเพลงได้ถูกต้องทั้งหมดก็แสดงว่านางเป็นแล้ว ครึ่งชั่วยามที่เหลือไปพักได้ แท้จริงน่ะคือการสร้างเงื่อนไข แค่ อยากอู้ก็เท่านั้น
แต่ยังมีเวลาอีกนาน
ต่อให้วันนี้ไม่สำเร็จก็เรียนต่อวันหน้าอยู่ดี ไม่รู้เหตุใดหนิงรองถึง หัวทึบไม่เข้าใจกันนะ
เขาหัวเราะ ไม่บังคับนางต่อ “เช่นนั้นวันนี้ก็พอแค่นี้”
ตั้งแต่เกิดเรื่องนิกายสวรรค์ หนิงรองก็พูดคำไหนคำนั้น มาเรียนพิณ กับเขาจริง ๆ หลายเดือนมานี้หากวันไหนไม่มีการสู้รบ เขาไม่ต้องไปหารือวางแผนการและนางไม่ต้องวุ่นวายกับการค้าขายทั้งสองก็จะอยู่ด้วยกัน ในห้อง คนหนึ่งสอนพิณคนหนึ่งเรียนพิณ
เพียงแต่ปากของหนิงรองเชื่อถือไม่ได้
นิสัยนางอยู่ไม่นิ่ง ตอนให้อยู่ในห้องก็เกียจคร้าน แต่ครั้นออกพ้น ประตูได้ก็กลับมากระปรี้กระเปร่าดังเดิม ที่นา