ิ๋นจือ”
สายตาของนางปรากฏความเย็นชาที่ไม่เคยมีเตาฉินเงียบไปนาน แล้วจึงรับคำ “ขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิง “เรื่องราวไม่ควรรอช้า รีบไปจัดการเถอะ”
เตาฉินกลับยืนนิ่งอยู่กับที่ ท่าทางเหมือนมีสิ่งใดต้องการพูด
แต่ขณะกำลังจะอ้าปากก็พลันรู้สึกลำคอแห้งผาก ไม่ว่าอย่างไรคำพูดนั้นก็ไม่อาจเอ่ยออกมา
รู้สึกผิดจะมีประโยชน์อะไร
โหยวฟางอิ๋นกลับมาไม่ได้อีกแล้วเจียงเสวี่ยหนิงค่อย ๆ หลับตา เมื่อนึกถึงดรุณีน้อยโง่เขลาใสซื่อที่แค่ เล่นไพ่ใบไม้ยังไม่อาจใจร้ายเอาชนะผู้อื่น นางก็แทบควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
กระทั่งผ่านไปครู่หนึ่งจึงค่อยสะกดข่มกลับลงสำเร็จ
จากนั้นกล่าวกับเตาฉินว่า “เจ้าไม่ผิด ความเมตตาก็ไม่ผิด ที่ผิดคือ พวกคนที่อาศัยความเมตตาของผู้อื่นมาทำชั่วต่างหาก ฟางอิ๋นไม่โทษเจ้า หรอก แต่นางย่อมต้องหวังให้เจ้าช่วยทวงความยุติธรรม”
เตาฉินซึ่งเดิมยังแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง ครั้นฟังคำนี้เข้าก็รู้สึกได้ว่าจมูกเริ่มตีบตัน ดวงตาเปียกชื้นหลั่งน้ำตากระทบหลังมือ
เขาปักดาบลงคุกเข่า “เตาฉินจะไม่ผิดต่อคำสั่งแน่!”
เขาลุกขึ้นกล่าวลาเจียงเสวี่ยหนิง ก่อนจะก้าวเท้ายาว ๆ ตรงออกไป ด้านนอก
*****
ตลอดเส้นทางจากซินโจวถึงเมืองหลวง ใต้หล้าปันปั่วนวุ่นวายโจวอิ๋นจือยังรู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์ฝัน
ตอนขามา ทุกอย่างยังดีอยู่แท้ ๆ ข่าวการรบชนะที่ชายแดนแพร่ กระจายไปทั่วประชาราษฎร์ล้วนยินดี แต่ตอนเขาควบม้ากลับไปบน ทางหลวง กลับเห็นครอบครัวผู้อพยพสวมเส