องพูดแล้ว!”
ชั่วอึดใจนั้น ความเยือกเย็นสงบนิ่งอันเปราะบางที่เจียงเสวี่ยหนิง พยายามรวบรวมขึ้นก็ถูกความดื้อรั้นอันโง่เขลาของอีกฝั่ายทุบทำลายนางตัดบทของโหยวฟางอิ๋นเสียงดัง แต่หัวไหล่บอบบางก็สั่นเทิ้มกะทันหัน กระแสเสียงคล้ายถูกกีดกั้นด้วยอะไรบางอย่างจนแหบแห้ง
ไม่รู้ว่าพูดกับอีกฝั่าย หรือพูดกับตัวเองกันแน่
นางเอาแต่พร่ำกล่าวซ้ำ ๆ ซาก ๆ
“ไม่เป็นไรหรอก เจ้าจะเป็นอะไรไปได้อย่างไรกัน นาเกลือกับสมาคมการค้ายังมีคนรอเจ้าอยู่อีกตั้งมาก ยังมีการค้ารอเจ้าไปทำอีกตั้งเยอะ เจ้า จะเป็นอะไรไปได้อย่างไร เด็กดี ไม่ต้องพูดแล้ว ไม่ต้องร้องด้วย โจวฉีหวง ใกล้มาถึงแล้ว…”
แต่เมื่อเอ่ยไปเรื่อย ๆ ดวงตาของนางก็แดงเรื่อ
น้ำตาไหลรินโดยไม่ทันรู้ตัว
นางพยายามแหงนหน้าเต็มกำลัง หมายจะสะกดกลั้นไม่ให้ตนดู อ่อนแอเกินไปในเวลานี้ทว่าความเศร้าโศกเกินปกติเป็นดังคลื่นกระทบฝังถาโถมเข้าใส่ไม่หยุดหย่อน นางมิใช่โขดหินบนหาดทราย แต่เป็นนกน้ำที่ บาดเจ็บอยู่บนโขดหินนั่นต่างหาก ถูกคลื่นคลั่งเหวี่ยงโถมหาไม่หยุดหย่อน ซัดสาดจนเปียกปอน
โลกนี้คล้ายสูญเสียที่ยึดเหนี่ยวไปแล้ว
นางคว้าอะไรก็ไม่ได้ จับอะไรก็ไม่อยู่ การต่อสู้กับกระแสคลื่นโหม กระหน่ำครั้งแล้วครั้งเล่านางไม่ได้อะไรกลับมาเลย เหลือเพียงปีกเปือนเลือด กรงเล็บยับเยิน ทั้งยังเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นนับไม่ถ้วน…
เจียงเสวี่ยหนิงสะอื้นไห้ด้วยความโทมนัสอย่างสุดกลั้น ยื่นแขนออกไปกอดโหยวฟางอิ๋นแ