น่น แต่กลับรู้สึกถึงเพียงความเย็นเยือกดุจน้ำแข็งที่ โอบรัดนางจนตัวสั่นสะท้าน “ไม่ร้องนะไม่ร้องสิ ต้องไม่เป็นไรแน่…”
โหยวฟางอิ๋นเผยอรอยยิ้ม
หยดน้ำตา ที่แท้ก็อบอุ่นอย่างที่ไม่เคยคาดคิด
ทั้งที่เป็นผู้กำลังจะจากไป แต่กลับกลายเป็นฝั่ายปลอบประโลมเสีย แทน พยายามใช้เสียงอันอ่อนล้าทิ้งกำลังใจไว้ให้อีกฝั่าย “ฟางอิ๋นเดิมเป็นคนใกล้ตาย ครานั้นคุณหนูช่วยเหลือไว้จึงพาข้ากลับมาจากตำหนักยมบาล ที่มีชีวิตอยู่มาหลายปีฟางอิ๋นล้วนไม่คู่ควร เป็นเพราะสวรรค์มีเมตตาจึงให้ฟางอิ๋นได้พบท่าน คุณหนู โปรดอย่าร้องไห้อีกต่อไปเลย…”เจียงเสวี่ยหนิงสะอึกสะอื้น
ส่วนโหยวฟางอิ๋นคล้ายถูกคำพูดของตนเองพาย้อนไปเมื่อกาลก่อน
ในอดีตอันมืดมิดของนาง ไม่เคยเห็นใครงามเฉิดฉันเช่นนั้น ทั้งยัง ไม่เคยประสบท้องฟั้าที่สดใสเช่นนั้น
“ข้าเป็นคนที่ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ข้างล่างนั่นดูไม่น่ากลัวเลย นอกจากมืดมิดจนมองไม่เห็นสิ่งใด กระทั่งสีดำก็แลไม่เห็น…” โหยวฟางอิ๋นยกนิ้วอย่างยากลำบาก ประหนึ่งต้องการคว้าจับอะไรในความเวิ้งว้างเย็นยะเยือก แต่ก็ทลายฝั่าไปไม่ได้“ตอนนั้น เหมือนข้าจะเห็นคนผู้หนึ่ง นางกับข้าหน้าตาคล้ายกัน กำลังมองตรงมายังข้า แต่หลังจากท่านช่วยข้าขึ้นมาจาก น้ำ นางก็หายวับไป นับแต่นั้นข้าก็ไม่…ไม่เคยเห็นนางอีกเลย…”
นัยน์ตาดำขลับสะท้อนแสงไฟบนกระดาษหน้าต่าง
สายตาเลื่อนช้า ๆ มาจับอยู่ที่ใบหน้าของเจียงเสวี่ยหนิง
นางเหมือนกลับไปเป็นเด็กสาวเงอะง