ียงเสวี่ยหนิงนั้นมาจากเมืองหลวง หากฮ่องเต้เริ่มสงสัยเขาก็คงไม่ลงมือ ลับ ๆ หรอก ผู้ที่ลอบลงมือเช่นนี้มักกลัวถูกคนล่วงรู้ เมื่อลองย้อนนึกถึง สองปีที่ผ่านมา คนที่พอจะนับได้ว่าเป็น ‘คู่ปรับ’ หรือ ‘ศัตรู’ก็เหลือสมณะหยวนจีแค่ผู้เดียว
คนผู้นี้แม้จะเรียกขานเป็นสมณะ ทว่าเจ้าเล่ห์เพทุบาย มิใช่คนดีอย่างแน่นอนเสิ่นหลางไม่สนใจงานราชการ แต่ยังเข้าใจหลักการของผู้ปกครอง
สองปีมานี้ใช้สมณะหยวนจีมาคานอำนาจเขาขณะเดียวกันก็ใช้เขามาข่มอำนาจสมณะหยวนจีอีกที ไม่เคยให้ฝั่ายใดฝั่ายหนึ่งเอาชนะกันจริง ๆเช่นนี้ผู้เป็นฮ่องเต้ก็จะกอบโกยผลประโยชน์อยู่ตรงกลางได้อย่างมั่นคง
ทว่าตอนนี้…
เซี่ยเวยหลุบตามองหัวปลาที่ตัดทิ้งไว้ข้างเขียง ก่อนจะโยนผ้าเช็ดมือ ไปด้านข้าง หยิบชามเล็กสองใบมาใส่เครื่องปรุงรส ถามเจียงเสวี่ยหนิงว่า “กินเผ็ดหรือไม่”เจียงเสวี่ยหนิงลืมธุระที่คุยกันเมื่อครู่ในบัดดลผงกหัวหงึก ๆ “กิน เจ้าค่ะ กิน”
เซี่ยเวยจึงเติมพริกช้อนหนึ่งในชามเครื่องปรุงของนาง
รอกระทั่งนึ่งปลาเสร็จแล้วยกออกมา เนื้อขาวนุ่มก็อบอวลกลิ่น หอมฉุยน่ารับประทาน ทั้งสองเองก็ไม่ย้ายไปที่อื่นแต่เช็ดโต๊ะตรงมุมครัว ตักข้าวมาเกือบครึ่งถ้วยแล้วนั่งกินคู่เครื่องปรุงอยู่ด้านข้าง
หลายวันนี้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ห้องครัวเลย
ทั้งสองกินอาหารกันอย่างเงียบสงบ เจียงเสวี่ยหนิงคีบตะเกียบไม่กี่ที ก็หัวสมองเลอะเลือนชั่วขณะนั้นรู้สึกว่าเซี่ยจวีอันคือเทพเซียนพระโพธิ