ปุด ๆ
เขาเคลื่อนสายตาดูน้ำปราดหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องมองเจียงเสวี่ยหนิง ก็รู้ว่านางมัวสมาธิเตลิดกับบางเรื่อง “ฟืนเติมไม่พอ ต้มน้ำอยู่ยังใจลอย อีกนะ มีอะไรจะถามก็ถามมาเถอะ”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินก็ไม่สบอารมณ์นัก ทว่าบัดนี้ตนหมายปองอาหารรสมือเขา จึงเติมฟืนเข้าเตาเพิ่มอีกสองท่อนอย่างว่าง่าย “อยู่จี่หนานมานานถึงเพียงนี้ ไม่ใช่ว่าจะไปด่านชายแดนก่อนฤดูหนาวมาเยือนหรอกหรือเจ้าคะ”
เซี่ยเวยแล่เนื้อปลาต่อโดยไม่หยุดมีด “ข้ายังไม่กลัวแล้วเจ้าจะไปกลัวอะไร”
เจียงเสวี่ยหนิงมองค้อน “ก็ท่านบอกว่าเยี่ยนหลินไปด่านชายแดน ก่อนแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ ในเมื่อท่านจะปลอมแปลง…”
เซี่ยเวยตัดบท “ ‘ราชโองการ’ อยู่ระหว่างทางไปด่านชายแดนแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงพรึงเพริด หัวสมองพลันนึกถึงเตาฉินซึ่งไม่เห็น ร่องรอยมาหลายวัน “กะแล้วเชียว ถึงว่าสิไม่เห็นเตาฉินเลย!”
แต่ว่า…
นางอดมุ่นคิ้วไม่ได้ “หากเราไม่อยู่ แล้วทางฝังเยี่ยนหลินจะทำสำเร็จ ได้หรือเจ้าคะ”
เซี่ยเวยก้มศีรษะ ชะงักมือไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงแฝงความเฉยชาโดยไร้สาเหตุ “หากไม่มีข้าแล้วทำไม่สำเร็จ เช่นนั้นที่ถูกเนรเทศมาตลอดหลายปีก็ลำบากเสียเปล่าแล้ว”
จู่ ๆ เจียงเสวี่ยหนิงก็ผวาผ่านไปสักพักถึงถามอย่างลังเลอยู่บ้าง “แล้วพวกเราจะออกเดินทางเมื่อใดหรือเจ้าคะ”
ในที่สุดเซี่ยเวยก็แล่เนื้อปลาเสร็จ เขาเหลือบมองนางแล้วหยิบขิง หลายชิ้นด้านข้างมาหั่นน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง “ไม่รีบร้อน”
**