ียดิบดีว่าวิญูชนควรอยู่ห่างจากห้องครัว แต่ฝีมือการ ทำอาหารของคนผู้นี้ไม่เห็นจะถดถอยเลย
หลังเจียงเสวี่ยหนิงกินพออยู่ท้องก็อดมองเขาไม่ได้
เซี่ยเวยเหยียบกองไฟให้ดับตั้งนานแล้วแม้แต่ร่องรอยการก่อไฟก็ถูกกวาดลงธารน้ำ ลุกขึ้นเอ่ยอย่างเฉยชาว่า “กินเสร็จแล้วก็ไป”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขามัดมีดสั้นติดข้อมืออีกหน ตามด้วยหยิบคันศรรวมถึงลูกธนูที่ก่อนหน้านี้ยิงใส่กระต่ายปั่ามาเช็ดให้สะอาดแล้วใส่กลับในแล่ง
เพียงแต่รูเลือดบนข้อนิ้วชี้ออกจะสะดุดตาอยู่บ้าง
นางกลัวเหลือเกินว่าคนผู้นี้จะสิ้นใจกลางทาง
จึงถามว่า “แผลท่านไม่เป็นไรจริง ๆ หรือเจ้าคะ”
เซี่ยเวยตอบ “หากเจ้าไม่ก่อปัญหาเพิ่มก็คงหายดีไปแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
นางถึงกับสำลักทีหนึ่ง ก่อนจะยิ้มแย้ม “ข้านึกว่าเซียนเซิงสลบไป เพราะพิษน่ะเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยเหลียวมอง “แค่นั่งพักเท่านั้นเอง”
พูดจบก็เอ่ยต่อ “หากเจ้าแยกออกว่าอย่างไรคือหมดสติ อย่างไรคือ พักผ่อน บางทีวิชาแพทย์แบบแมวสามขา[2]นั่นอาจทำร้ายคนน้อยลงสักสองสามคน”
ก็ได้ เป็นความผิดของนางล้วน ๆ
ไม่รู้เหตุใดเจียงเสวี่ยหนิงเห็นท่าทีเยือกเย็นของเขาแล้วหงุดหงิดนัก ต้องอดทนสักพักใหญ่ถึงสะกดความอยากจะโต้เถียงลงสำเร็จ เก็บเจียงกั่วสองสามลูกที่ยังกินไม่หมดบนพื้นแล้วเดินตามเขาไป
ทั้งสองลุยข้ามธารน้ำเข้าสู่พงไพรอีกฟาก
ช่วงเวลาที่เร่งเดินทางน่าเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง
โบราณกล่าวไว้ว่า ‘ห้อม้ามองเขาจนม้าตายได้[3]’ ก่อ