นิงวางหนังสือที่เปิดไปได้ไม่กี่หน้า เงียบฟังเว่ยเหลียงบรรเลงจนจบจากนั้นจึงเอ่ยว่า “ที่แท้คุณชายเว่ยก็ดีดพิณเป็น”
เว่ยเหลียงบรรเลงด้วยความต้องการชั่ววูบล้วน ๆ ไม่นึกว่านางจะฟังด้วย เมื่อเงยหน้าเห็นนางกำลังใช้สายตาเปียมความนัยจับจ้อง ความร้อน ขุมหนึ่งจึงทะยานสู่ใบหน้าโดยไม่ทราบสาเหตุ เขาบังเกิดความรู้สึกอึดอัด คับข้องประหนึ่งเมื่อครู่ตนคิดอวดอ้างฝีมือต่อหน้าผู้คนเขาพลันลุกขึ้น อธิบายด้วยความร้อนใจ“เนื่องจากอยู่ว่างไม่มีสิ่งใดให้ทำ ฝีมือต่ำต้อย ยิ่งนัก เกรงจะสร้างมลทินแก่โสตแม่นางแล้ว”
เขาสาละวนลุก แขนเสื้อจึงไปเกี่ยวมุมโต๊ะ
พลอยทำให้พิณบนโต๊ะเคลื่อนไถล
เจียงเสวี่ยหนิงกลั้นยิ้มไม่อยู่ “ต้องเป็นข้าดีดพิณต่างหากถึงสร้าง มลทินแก่หูของคนรอบข้างคุณชายเว่ยบรรเลงได้ไพเราะยิ่งนัก ตัวข้าจะไปมีเจตนาล้อเลียนท่านได้เช่นไร”
เว่ยเหลียงต่อความไม่ถูก
เขาไม่ถนัดการใช้ถ้อยคำมาแต่ไหนแต่ไรหลังจากยืนค้างอยู่นานก็ถามตะกุกตะกัก “ท่านก็ชอบพิณหรือ”
ชอบพิณหรือ
นางคงมิบังอาจเจียงเสวี่ยหนิงหลุบตา วางหนังสือ ก่อนจะก้าวมาถึงตรงหน้าและ ประคองพิณที่เฉไปให้กลับเข้าที่ กล่าวว่า “ทักษะข้าต้อยต่ำ ทั้งปราศจากจิตใจอันใสสงบ…ไม่คู่ควรจะบรรเลงพิณหรอก”
เว่ยเหลียงนิ่งอึ้ง
สตรีเบื้องหน้ายืนอยู่อีกฟากของแท่นบรรเลงพิณ นัยน์ตาที่หลุบลง น้อย ๆ ประดุจซุกซ่อนบางสิ่ง นิ้วเรียวยาวแตะขอบพิณ ลักษณะมือเห็นได้ชัดว่าเป็นผู้มีความรู้ด้านพิณ