ให้ราวกั้น ครั้นเห็นเจียงเสวี่ยหนิงทอดสายตามองด้านล่างแล้วมีสีหน้าผิดแปลก เขาจึงหันมองตามอย่างอดไม่อยู่
แลเห็นบริเวณข้างทางปรากฏกลุ่มคนสิบกว่าชีวิตที่ไม่ทราบมาตั้งแต่เมื่อใด
คนส่วนใหญ่นั่งบนหลังม้า สวมชุดรัดรูปรูปร่างล่ำสัน ส่วนมากเผยความอิดโรยผ่านสีหน้าคล้ายต้องควบตะบึงมาตลอดทางจากสถานที่อันไกลโพ้น ประสบความเหนื่อยล้ามาไม่ใช่ระยะเวลาสั้น ๆ กระทั่งริมฝีปาก ยังหลุดลอกเผือดสี
ริมกลุ่มคน เด็กหนุ่มชุดสีฟั้าลงจากหลังม้าคนกลุ่มนี้แม้มีจำนวนไม่น้อย แต่กลับมิได้ส่งเสียงเอะอะสักคำ
กระทั่งอาชายังสงบเงียบ
เว่ยเหลียงแม้จะหัวช้า ทว่าก็ยังมองออกถึงความผิดปกติบางส่วน ยิ่ง ไม่ต้องกล่าวถึงบุคคลที่อยู่ด้านหน้าสุด มองแล้วให้ความรู้สึกน่าพรั่นพรึงโดยแท้
สายตาของเจียงเสวี่ยหนิงกำลังจับจ้องคนผู้นี้
เวลาสองปีล่วงผ่าน ท่านรองราชครูประจำรัชกาลปัจจุบันท่านนี้คล้ายมิได้เปลี่ยนแปลงมากนักยังคงรักชุดนักพรตขาวดุจหิมะดังเคย
ทว่าการรีบเร่งเดินทางไกลตลอดหลายวันเหมือนจะทำให้เขาซูบเซียวลงไม่น้อย กีบทั้งสี่ของม้าขาวเปือนคราบโคลนที่กระเซ็นไปทั่ว ชายชุด สะอาดจึงพลอยถูกย้อมด้วยคราบสกปรก นิ้วทั้งห้าของมือขวารั้งบังเหียนแน่นจนเกิดรอยโลหิตชั้นแล้วชั้นเล่าบนผิว แต่ตัวเขาเองกลับมีท่าทาง ราวกับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด ดวงหน้าเรียบเฉยเงยขึ้น มองมายังเจียง เสวี่ยหนิงซึ่งอยู่สูงกว่า
ยามสายตาของเว่ยเหลียงเคลื่อนไปมองสายตาเขาเองก็เ