ปเยี่ยมฟางเมี่ยวตามลำพังอีก แต่รั้งอยู่ในห้องของเจียงเสวี่ยฮุ่ยหลังร่วมขบวนส่งตัวเจ้าสาวมายังจวนอ๋อง
เปลวเทียนหงส์มังกรพวยพุ่ง ตัวห้องล้วนเป็นสีแดง
เพียงแต่ห้องเล็กกว่าตอนเจียงเสวี่ยหนิงออกเรือนคราวนั้นมาก อีกทั้งมิได้อยู่เรือนหลักบรรดาสาวใช้และหญิงรับใช้ที่เฝั้าภายนอกมีจำนวนน้อยกว่าอยู่บ้าง ส่วนผู้ที่เข้ามาพูดประจบเอาใจก็มิได้กระตือรือร้นและจริงใจถึงเพียงนั้น…
ชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงต่างหากที่ขึ้นเป็นพระชายาเอกของเสิ่นเจี้ย มิหนำซ้ำตอนนั้นก็ไม่ได้มีพระชายารองคนใดเข้าจวนมาวันเดียวกัน จึงไม่อาจเปรียบเทียบกับความรู้สึกของตนได้ ยามนี้พอเห็นเลยรู้สึกว่าถึงเจียงเสวี่ยฮุ่ยจะได้เป็นพระชายารองของเสิ่นเจี้ยแล้ว แต่ไม่ว่าในแง่ของความยิ่งใหญ่หรือตำแหน่งสถานะ ทุกสิ่งล้วนด้อยกว่าฟางเมี่ยวขั้นหนึ่ง หากเป็นนางที่นั่งอยู่ในห้องวันนี้เกรงว่าคงทนไม่ไหว ต้องเลิกผ้าคลุมศีรษะแล้วจากไปแน่
ทว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยสงบเยือกเย็นนับตั้งแต่พระราชโองการมาถึงจวนตระกูลเจียง นางก็ตระหนักแล้วว่าต่อไปต้องเผชิญสิ่งใดบ้าง เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ตนเลือก แม้มิได้สมดังใจปองแต่ก็ต้องอดทนกัดฟันก้าวเดินต่อไปมิได้เคียดแค้นชิงชังผู้อื่นอะไรมาก
เสียงกล่าวแสดงความยินดีดังโหวกเหวกอยู่นอกห้อง
เจียงเสวี่ยฮุ่ยปลดผ้าคลุมศีรษะสีแดงวางไว้มุมโต๊ะอย่างเบามือ มิได้ถามไถ่ว่าเหตุใดเจียงเสวี่ยหนิงจึงยังอยู่ เพียงนั่งลงหน้าโต๊ะแล้วรินน้ำชาถ้วยหน