ึ่งวางไว้อีกฝัง คล้ายรู้ว่าวันนี้อีกฝั่ายมีถ้อยคำต้องการกล่าวด้วย
เจียงเสวี่ยหนิงยืนมองสำรวจอยู่ฝังตรงข้าม
ความแตกต่างของพระชายาเอกและพระชายารองมิได้ผิดแผกจากภรรยาเอกและอนุภรรยาของชาวบ้านทั่วไป ภายหน้าหากมีทายาทยังต้องแบ่งเป็นบุตรภรรยาเอกและบุตรอนุภรรยา ยามนี้ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นผ่านพิธีการของงานมงคลสมรส แต่ยังฉายผ่านการประดับตกแต่งห้อง รวมถึงสำแดงผ่านชุดเจ้าสาวสีแดงสดของเจียงเสวี่ยฮุ่ยซึ่งมิได้ใช้ดิ้นทองมากเท่าของฟางเมี่ยว สิ่งที่ปักบนชายแขนเสื้อมิใช่ดอกโบตั๋นแต่เป็นเพียงดอกเสาเย่า สุดท้ายนกยูงซึ่งกำลังสยายปีกเตรียมโบยบินก็ยากจะเทียมทัดหงส์ฟั้าซึ่งกำลังร่ายรำพร้อมเปล่งเสียงขับขาน
เจียงเสวี่ยฮุ่ยหัวเราะเบา ๆ “เจ้ากำลังสงสารข้าหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงมิได้ปฏิเสธว่าตนรู้สึกเวทนาอยู่บ้าง
ทว่าชาตินี้นางมิได้ช่วงชิงบุพเพสันนิวาสของเจียงเสวี่ยฮุ่ย อาจพูดได้ว่าปล่อยให้ดำเนินไปตามแต่จะเป็น ดังนั้นไม่ว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยจะได้รับหรือสูญเสียสิ่งใด นางก็มิได้รู้สึกอะไรรุนแรงนัก
แค่สะท้อนใจอยู่บ้างเท่านั้นเอง
“ครั้งนี้เจ้าออกเรือน เดิมทีข้าไม่คิดจะมา”เจียงเสวี่ยหนิงหยิบถ้วยชาขึ้นมาดู บริเวณขอบเป็นลายใบกล้วยไม้เคลือบน้ำมันสีน้ำเงินเข้มซึ่งแสดงถึงรสนิยมของเสิ่นเจี้ยพอดี เขาดีไปเสียทุกอย่าง เพียงแต่ไม่ค่อยเหมาะจะขึ้นเป็นฮ่องเต้หากชาตินี้หลีกลี้หนีห่างจากการแก่งแย่งอำนาจได้ก็คงพบจุดจบที่ดีกระมัง
นางห