ดูแคลน”
เจียงเสวี่ยหนิงหยิบกำไลหยกออกมาจากแขนเสื้อ
ชีวิตคนละทิ้งไปแล้ว แต่สมบัติคนยังคงอยู่
สภาพของมันมิได้ต่างจากตอนหว่านเหนียงมอบให้นางกับมือก่อนตายมากเท่าใด
“แต่คงเพราะช่วงที่ผ่านมาทำให้ข้าเปลี่ยนความคิดกระมัง ในอดีตข้าเคยเป็นคนในเหตุการณ์ ทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน บัดนี้เมื่อถอนตัวออกมาถึงพบว่าเจ้าใช้ชีวิตเช่นนี้ช่างจืดชืดนักท่านแม่ข้าดีต่อเจ้า แต่ก็กะเกณฑ์เจ้า ทั้งเมืองหลวงเต็มไปด้วยธิดาตระกูลใหญ่ มนุษย์มักคอยเปรียบเทียบกันจน มิกล้ากระทำเรื่องผิดพลาดข้าจึงคิดว่าหากต้องให้ข้าเสพสุขกับลาภยศสรรเสริญและได้ครอบครองความรักของคนในครอบครัวพวกนั้นแต่จำต้องใช้ชีวิตน่าเบื่อหน่ายเช่นนี้ กลายเป็นคนเฉยชาเช่นนี้ เกรงว่าข้าคงไม่ยินยอมและไม่เต็มใจหรอก”
วันนี้เป็นวันมหามงคลของเจียงเสวี่ยฮุ่ยดังนั้นเจียงเสวี่ยฮุ่ยจึงถูกผัดแปั้งเติมชาดจนสะคราญโฉมเป็นพิเศษ
เพียงแต่ออกจะหนาเตอะไปบ้างคิ้วและดวงตาถูกกลบทับด้วยเครื่องประทินโฉม วาดเป็นเส้นสายอันงดงาม แต่ถึงกระนั้นกลับปิดบังสีหน้าที่แท้จริงของนางภายใต้การเติมแต่ง กลายเป็นความเฉยชากอปรด้วยความอึดอัดคับข้องใจ
เจียงเสวี่ยหนิงวางหยกเหอเถียนสีเขียวลงกลางโต๊ะระหว่างทั้งสองอย่างเบามือ
กำไลวงเดียวเปรียบเสมือนเส้นแบ่งเขตแดนอันงามเจิดจ้าซึ่งแยกทั้งคู่ออกจากกัน
นางกล่าวเรียบ ๆ “ก่อนจากไปหว่านเหนียงจับมือข้า ยืนกรานว่าข้าต้องมอบกำไลวงนี้แก่เจ้าให้จงได้ วันที่นางจากไป ข