ทั้งหลายต้องมาด้วยตนเองหรือขอรับ”
ชาวบ้านร้านตลาดไม่ค่อยมีโอกาสได้พบเห็นขุนนาง ผู้ดูแลร้านจึงจำจางเจอไม่ได้
จางเจอกลับไม่แจ้งสถานะของตน เพียงยกมือคลี่กระดาษแผ่นนั้นและบอกให้ผู้ดูแลร้านมองอย่างถ้วนถี่ “ช่วงนี้บุคคลในภาพมาที่โรงเตี๊ยมของท่านบ้างหรือเปล่า”
ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมเพ่งพินิจ ส่ายหน้าตอบกลับ“หากผู้มีหน้าตาเช่นนี้มาที่โรงเตี๊ยม ข้าน้อยย่อมจำได้แน่นอน แต่ข้าน้อยจำไม่ได้เลยขอรับ”
จางเจอย่นหัวคิ้วเบา ๆ
เจ้าหน้าที่ทั้งสองนายกระซิบอะไรบางอย่างกับเขา
เขากลับนิ่งเงียบ เพียงเก็บภาพเหมือนใบนั้นกล่าวขอบคุณผู้ดูแลและเดินออกจากโรงเตี๊ยมไป
ณ ช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งที่อยู่ไม่ไกลนักแต่เจียงเสวี่ยหนิงกลับรู้สึกเหมือนอยู่ไกลกับเขาสุดขอบฟั้า จิตใจล่องลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว คิดเพียงว่า เขามองเห็นข้าชัด ๆ แต่ทำเหมือนไม่รู้จักกัน
โหยวเย่ว์จำได้ชัดเจนว่าความบาดหมางครั้งแรกที่ตนมีกับเจียงเสวี่ยหนิงเกิดจากการปะทะคารมกันเรื่องจางเจอ ยามเห็นจางเจอเดินเข้ามาจึงอึ้งก่อนเป็นอันดับแรก ต่อมาก็มองสีหน้าของเจียงเสวี่ยหนิงโดยไม่รู้ตัว
ครั้นเห็นจางเจอผู้นั้นเดินเข้ามาด้วยท่าทีคล้ายไม่รู้จักเจียงเสวี่ยหนิง นางก็แทบปั้องปากหัวเราะ
กล่าวโพล่งวาจาประชดประชันแฝงด้วยความยินดีในคราเคราะห์ของผู้อื่นว่า “แหม ข้านึกว่าคุณหนูรองเจียงกับใต้เท้าจางผู้นั้นต่างมีใจให้กันเสียอีก ที่แท้ก็แสดงออกด้วยความกระตือร้นเพียงฝั่ายเดียวอย่า