าะว่า “ยังคิดอยู่เลยว่าคุณหนูรองเจียงจะหายปั่วยเมื่อใด วันนี้จะมาหรือไม่ นึกไม่ถึงว่าคิดเสร็จก็มาพอดี ดูจากสีหน้าของคุณหนูรองเจียง ท่าทางคงพักฟืนรักษาตัวเป็นอย่างดีเลยสินะ”
เจียงเสวี่ยหนิงคล้ายฟังความนัยที่แฝงอยู่ไม่ออก หัวเราะตอบกลับไปว่า “ก็นั่นน่ะสิ ถึงจะล้มปั่วยอยู่บ้านแต่ก็ไม่ต้องมาเรียนเรื่องน่าเบื่อพวกนี้และไม่ต้องมาฟังเสียงโหวกเหวกน่ารำคาญของเหล่าอาจารย์ทั้งวัน ชีวิตสุขสบายเหลือเกิน ไม่เพียงไม่ซูบเซียว เกรงว่าอยู่บ้านยังอ้วนท้วนขึ้นสองจินเสียด้วยซ้ำ”
เดิมทีโจวเปั่าอิงนอนหมอบมองตาปริบ ๆ อยู่ติดกระดานหมากล้อม อยากยื่นมือทั้งสองข้างออกไปช่วยเซียวซูและเฉินซูอี๋เดินหมากแทบแย่เมื่อเห็นเจียงเสวี่ยหนิงเดินเข้ามาและกล่าวเช่นนี้แก้มบนใบหน้าซึ่งเดิมทีฉายแววระทมทุกข์อยู่หลายส่วนก็พองโต เอ่ยด้วยท่าทีน่าสงสารระคนอิจฉา “พี่หญิงหนิงอยู่บ้านต้องได้กินของดี ๆ แน่เลยใช่หรือไม่ เฮ้อ พี่หญิงหนิงล้มปั่วย พี่หญิงเหยาเองก็ล้มปั่วยอยู่บ้านจนมาไม่ได้ แล้วไยตัวข้าต้องกินเก่งจนสุขภาพและร่างกายแข็งแรงไม่เคยล้มปั่วยตั้งแต่เล็กจนโตเสียได้นะ อากาศหนาวเหน็บเพียงนี้ หากได้ซุกร่างกินอะไรอยู่ใต้ผ้าห่มคงดีไม่น้อยเลย…”
ทุกคนพลันอับจนคำพูด
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงกวาดสายตามองถึงพบว่าขาดไปผู้หนึ่ง อดกระเซ้าไม่ได้ “คุณหนูเหยาก็ไม่อยู่หรือนี่”
ผู้ที่อยู่สองฟากของกระดานหมากคือเซียวซูกับเฉินซูอี๋ ส่วนด้านข้างคือโจวเปั่า